เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 น.ส.วรรณรัตน์ วีรชัยสุนทร พร้อมด้วยตัวแทนชาวตลาดปักธงชัย อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ได้รวมตัว “ตีชาม-เคาะถ้วย” ส่งเสียงดังเพื่อร้องขอความเป็นธรรม ที่บริเวณศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล จากกรณีเพลิงไหม้ชุมชนในตลาดปักธงชัยเมื่อปี 2554 แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาค่าเสียหายและยังไม่สามารถกลับเข้าไปอาศัยในที่เดิมได้ เนื่องจากเนื้อที่คับแคบลงตามผังเมืองใหม่ ต้องตระเวนเช่าบ้านผู้อื่นอยู่อาศัยมานานกว่า 15 ปี
น.ส.วรรณรัตน์ กล่าวว่า วันนี้ตนและตัวแทนชาวตลาดมาร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อเพื่อคัดค้านผลการประชุมเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งอ้างว่าไม่สามารถเยียวยาได้ และจะผลักภาระให้ตนและชาวบ้านไปฟ้องศาลเอาเอง โดยตนไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากเอกสารฉบับล่าสุดให้ยึดถือตามมติของผู้ว่าราชการจ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ที่ให้ชดเชยเยียวยาค่าเสียหาย
นอกจากนี้ตนยังมีเอกสารคำสั่งจากสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ให้ดำเนินการเยียวยาผู้ร้อง โดยแบ่งเป็นค่าก่อสร้างบ้านหลังใหม่บนที่ราชพัสดุแปลงเดิมรวมถึงมีสิทธิ์ตามผังเดิมที่กรมธนารักษ์อนุมัติเมื่อ 10 เมษายน 2556 , ค่าเยียวยาการเสียโอกาสจากการประกอบอาชีพค้าขายรวม 12 ปี , ค่าเช่าบ้านเพื่ออยู่อาศัยหลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ , ค่าเดินทางในการจัดเรื่องร้องเรียน , ค่าทนายเพื่อดำเนินการต่างๆ รวมทั้งสิ้น 15 ล้านบาท
“ก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งกับเราว่า วันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา จะไม่มีการประชุม แต่พอถึงวันที่ 12 กลับแอบจัดการประชุมกันขึ้นมา ดิฉันขอตั้งคำถามว่า การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการโกหกและผิดจริยธรรมหรือไม่คะ ยืนยันว่านี่คือการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายค่ะ” น.ส.วรรณรัตน์ กล่าว.
ด้านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่ราชพัสดุ สัญญาเช่าเดิมจึงสิ้นสุดลงตามกฎหมาย กรมธนารักษ์มีหน้าที่ต้องเข้าพัฒนาพื้นที่และจัดทำผังเมืองใหม่ แต่ทางภาครัฐยังคงรักษาสิทธิ์ให้ผู้เช่ารายเดิมสามารถเข้าอยู่อาศัยต่อได้ ไม่ได้ขับไล่ออกแต่อย่างใด
ขณะที่ผู้ร้องไม่พอใจในผังเมืองใหม่และได้ยื่นฟ้องต่อศาลถึง 2 ศาล ซึ่งผลคดีสิ้นสุดแล้ว โดยศาลอาญายกร้องฟ้อง ในประเด็นที่ผู้ร้องกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยศาลชี้ว่าภาครัฐดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และเหตุเพลิงไหม้เป็นอุบัติเหตุ มิใช่การกลั่นแกล้งชาวบ้าน ส่วนศาลปกครองก็ยกคำร้อง ในประเด็นที่ผู้ร้องขอคัดค้านคำสั่งจัดระเบียบพื้นที่ของเทศบาลและจังหวัด โดยศาลปกครองวินิจฉัยว่ากระบวนการของรัฐชอบด้วยกฎหมายแล้ว
นอกจากนี้ผู้ร้องต้องการสร้างอาคารตามแบบเดิมทุกประการ แต่ภาครัฐไม่สามารถอนุมัติได้ เนื่องจากผังใหม่ต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามกฎกระทรวงของกรมโยธาธิการและผังเมือง แต่เพื่อความเป็นธรรมตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี จึงได้มีการเชิญหน่วยงานกลาง ได้แก่ ผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มาร่วมตรวจสอบย้อนหลัง 10 ปี เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา ซึ่งหน่วยงานกลางยืนยันว่า กระบวนการของรัฐมีกฎหมายรองรับและให้ความเป็นธรรมแก่ชาวบ้านแล้ว
ส่วนกรณีเรียกร้องค่าเสียหาย 15 ล้านบาทนั้น ทางอัยการมีความเห็นร่วมกันว่า ภาครัฐไม่ได้กระทำการละเมิดใดๆ ต่อผู้ร้อง จึงไม่สามารถนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปจ่ายเยียวยาในส่วนนี้ได้ ทั้งนี้รัฐไม่ได้ตัดสิทธิ์ หากผู้ร้องประสงค์จะไปยื่นฟ้องต่อในทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครองตามสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของประชาชน.




