ผลสอบสวนกรณี “สีดอหูพับล้ม” สวนทางกัน
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 มีคำชี้แจงผลการดำเนินงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงของการล้มของช้างป่าสีดอหูพับ และขอให้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับสัตว์ป่าในทุกมิติ
คำชี้แจงดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจาก Facebook Soraida Salwala (คุณโซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งและเลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง เกี่ยวกับ หนังสือที่ ทส. 0909.15.006/16329 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ลงนามโดย นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ถึงนายสาธิต ปรัชญาอริยะกุล (เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) เรื่องขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการล้มของช่างป่าสีดอหูพับ และขอให้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับสัตว์ป่าในทุกมิติ โดยเนื้อความในเอกสารประมาณ 5 หน้า มีประเด็นที่สำคัญ ซึ่งสวนทางกับประกาศสำนักงานโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกาศวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีใจความเนื้อหาผลการสืบสวนข้อเท็จจริงในกรณีช้างป่าสีดอหูพับเสียชีวิต
ตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีคำสั่ง ลับ ที่ 194/2569 ลงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการเสียชีวิตของช้างป่าสีดอหูพับ และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ขอแจ้งว่า ได้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวและรายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ในชั้นนี้พบว่ากระบวนการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าสีดอหูพับ มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ส่วนเรื่องความเสียหายที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้กระทำการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ช้างป่าสีดอหูพับเสียชีวิต ซึ่งต้องชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าของช้างป่านั้น คณะกรรมการฯ ได้เสนอให้ดำเนินการทางละเมิดกับผู้บริหารกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต่อไป
คำชี้แจงผลการดำเนินงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 มีใจความว่า
ขั้นดำเนินการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อม
จัดทำแผนรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างรอบด้าน ครอบคลุมการเตรียมบุคลากร อุปกรณ์และเวชภัณฑ์
การตรวจสอบเส้นทาง การติดตามอาการช้างป่าตลอดการเคลื่อนย้าย การจัดรถสนับสนุนด้านความปลอดภัย
และการกำหนดแนวทางปฏิบัติกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัย
โดยทีมสัตวแพทย์ได้คำนวณปริมาณยาซึมรวม 27 มิลลิลิตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ความปลอดภัยสูง (Margin of
safety ต่ำกว่า 4 เท่า ของเกณฑ์อันตราย) อย่างไรก็ตาม การทำงานกับสัตว์ป่าในพื้นที่มีข้อจำกัดทางสรีรวิทยา
ที่ควบคุมได้ยาก เนื่องจากช้างป่าไม่สามารถงดน้ำและอาหาร (Fasting) ก่อนวางยาได้เหมือนสัตว์เลี้ยง ทำให้
เมื่อได้รับยาซึม หูรูดกระเพาะอาหารจะคลายตัวจนเกิดอาการสำลักอาหารเข้าไปอุดตันหลอดลมอย่างฉับพลัน
ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้แม้จะปฏิบัติตามมาตรฐานสากลแล้วก็ตาม
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
กรณีช้างป่า “สีดอหูพับ” ล้มระหว่างการเคลื่อนย้าย ซึ่งบัดนี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้รายงาน
ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1) ด้านการปฏิบัติหน้าที่และกระบวนการทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติ
หน้าที่ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัด ไม่ปรากฏพฤติการณ์ปล่อยปละละเลย และได้ดำเนินการ
ตามขั้นตอนกฎหมายอย่างครบถ้วน รวมถึงการใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองและการดำเนินงานในส่วน
ที่เกี่ยวข้อง
2) ด้านการเคลื่อนย้ายช้างป่า : การปฏิบัติการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าสีดอหูพับ มีการ
วางแผนงานที่ชัดเจนและเป็นระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการ การประเมินสภาพร่างกายก่อนให้ยาซึม
การกำหนดขนาดการใช้ยาตลอดจนการซักซ้อมแผนปฏิบัติการและแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินอย่างรอบคอบ
3) สาเหตุการเสียชีวิตตามผลการชันสูตร : สัตวแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นพบว่าเกิดจากภาวะ
ทางเดินหายใจล้มเหลวเนื่องจากการสำลักอาหาร มีการอุดตันหลอดลม ร่วมกับมีภาวะช็อกและภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเจ้าหน้าที่และทีมสัตวแพทย์ได้เข้าช่วยเหลือและรักษาอาการตามหลักมาตรฐานวิชาชีพสัตวแพทย์อย่างสุดความสามารถทันที เหตุการณ์ดังกล่าวจึงมิได้เกิดจากความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ แต่เป็นเหตุสุดวิสัยในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ พบเศษมันสำปะหลังในกระเพาะอาหารซึ่งเป็นปัจจัย
โน้มนำให้เกิดอาการท้องอืดและเกิดการสำลักในเวลาต่อมาได้ นอกจากนี้ ความเป็นพิษของไซยาไนด์
ในหัวมันสำปะหลังยังส่งผลต่อระบบการหมุนเวียนโลหิต ซึ่งคณะกรรมการฯ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณีและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการโดยชอบแล้ว
ปัจจุบันกลไกการบริหารจัดการช้างในระดับนโยบาย มีคณะกรรมการอนุรักษ์และ จัดการช้างเป็นกลไกหลัก โดยมีคณะอนุกรรมการรองรับการปฏิบัติงานเฉพาะด้านแยกตามสถานะของช้าง การจัดการถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับ แหล่งที่อยู่อาศัยของช้างป่า เป็นมาตรการหลักของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการแก้ไข ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ ประกอบด้วย การปลูกพืชอาหารสัตว์ป่า การปรับปรุงทุ่งหญ้า การปรับปรุงแหล่งน้ำ การปรับปรุงแหล่งโป่งเทียม โดยตั้งเป้าปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รับงบประมาณประจำปีและได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานราชการอื่น ภาคเอกชน จำแนกตามกิจกรรม ดังนี้
1) สร้างโป่งเทียม จำนวน 3,630 แห่ง 2) ปลูกพืชอาหารสัตว์ป่า 9,925 ไร่
3) ปรับปรุงทุ่งหญ้า 55,630 ไร่ 4) สร้างแหล่งน้ำขนาด 1,000 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 485 แห่ง
5) สร้างแหล่งน้ำขนาด 3,000 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 137 แห่ง 6) สร้างแหล่งน้ำขนาด 6,000 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 8 แห่ง 7) สร้างแหล่งน้ำขนาด 100,000 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 23 แห่ง โดยดำเนินการในพื้นที่
ป่าอนุรักษ์ 94 แห่ง ทั่วประเทศ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลพื้นที่
การบริหารจัดการพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับช้างป่าผ่านกระบวนการ
บริหารจัดการตามพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน คือ
(1) การจัดการภายในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยการฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำ ฟื้นฟู
และเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งอาหาร ฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพโป่ง ป้องกันรักษาพื้นที่ที่เป็นถิ่นอยู่อาศัยของช้างป่า จัดการประชากรช้างป่า (สำรวจประชากร ควบคุมประชากร ฯลฯ) และการดูแลสวัสดิภาพช้างป่าและลูกช้างป่าพลัดหลง
(2) การจัดการพื้นที่แนวกันชน โดยการจัดทำแนวป้องกันช้างป่าทั้งในรูปแบบของรั้วไฟฟ้า
กันช้างป่า รั้วกึ่งถาวรกันช้างป่า คูกันช้างป่า รั้วไผ่หนาม การพัฒนาระบบเฝ้าระวังเตือนภัยช้างป่า Early
Warning System รวมถึงสนับสนุนเจ้าหน้าที่และชุดครุภัณฑ์เฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า
(3) การจัดการพื้นที่ชุมชนที่ติดกับป่าอนุรักษ์ โดยการสนับสนุนเครือข่ายชุมชนเฝ้าระวัง
ช้างป่าและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า กรณีบาดเจ็บ
เสียชีวิต และการสร้างความร่วมมือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนซึ่งนำไปสู่การบริหารจัดการและบรรเทาปัญหาผลกระทบระหว่างชุมชนกับช้างป่า ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรและช้างป่า ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน





ผลสอบสวนกรณี “สีดอหูพับล้ม” สวนทางกัน



