วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 11, 2026
หน้าแรกการเมืองเจาะลึกสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ที่กำลังจะระเบิดศึกขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้

เจาะลึกสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ที่กำลังจะระเบิดศึกขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

เจาะลึกสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ที่กำลังจะระเบิดศึกขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ครับ ในฐานะคนข่าวที่เกาะติดสถานการณ์เมืองหลวงมาตลอด ต้องบอกว่ารอบนี้ “เดือดและเข้มข้น” กว่าที่หลายคนคิด แม้ว่าโพลทุกสำนักจะชี้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่กระแสใต้น้ำและการขับเคี่ยวในฝั่งสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) กำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจมากครับ

เรามาวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์ แคนดิเดต นโยบาย และโอกาสของ “ม้ามืด” ในศึกครั้งนี้กันแบบหมัดต่อหมัดครับ

📊 เช็กกระแสความนิยม: ใครมาเป็นอันดับ 1?

หากดูจากผลสำรวจล่าสุดในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 (เช่น นิด้าโพล, สวนดุสิตโพล) อันดับ 1 ยังคงเป็นของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ในนามอิสระ ที่ทิ้งห่างคู่แข่งแบบนำโด่ง (นิด้าโพลให้สูงถึง 67.30%) ด้วยแต้มต่อในฐานะ “แชมป์เก่า” ที่มีฐานแฟนคลับหนาแน่นและภาพลักษณ์คนทำงานที่เข้าถึงง่าย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประมาทไม่ได้คือ “พรรคประชาชน” ที่ส่ง “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ (ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการเงิน) ลงสู้ศึก แม้คะแนนนิยมตัวบุคคลในโพลผู้ว่าฯ จะอยู่อันดับ 3 (ราว 8.20%) แต่เมื่อไปดูโพลในส่วนของ ส.ก. พรรคประชาชนกลับเบียดตีคู่มากับกลุ่มอิสระแบบหายใจรดต้นคอ (26.50% vs 29.10%) แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงโครงสร้างพรรคใน กทม. ของเขายังแข็งแกร่งมาก

💡 ผ่าแผนนโยบายและประเด็นเด่นของแต่ละค่าย

แต่ละพรรคและกลุ่มการเมืองงัดกลยุทธ์และนโยบายออกมาฟาดฟันกันอย่างมีสีสัน โดยเน้นแก้ปัญหาเรื้อรังของคนกรุง ดังนี้ครับ:

1. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (หมายเลข 9 – อิสระ)

จุดขายหลัก: “สานงานต่อ ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่” เน้นความต่อเนื่องของนโยบายเส้นเลือดฝอยที่ทำมาตลอด 4 ปี

ประเด็นน่าสนใจ: การชูความสำเร็จในการแก้ปัญหาจุดเสี่ยงน้ำท่วม การเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กกระจายทั่วกรุง และการใช้ระบบ Traffy Fondue ในการรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งรอบนี้เน้นการอัปเกรดระบบบริหารจัดการให้ไร้รอยต่อมากขึ้น

2. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (หมายเลข 10 – พรรคประชาชน)

จุดขายหลัก: “กรุงเทพฯ เมืองที่คนเท่ากัน” และการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเมือง (Smart City)

นโยบายเด่น: เน้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและรัฐสวัสดิการ เช่น สวัสดิการคนเมือง (เด็ก คนชรา ผู้พิการ), การชนกับระบบอุปถัมภ์ด้วยงบประมาณที่คน กทม. เลือกเองได้, การจัดการปัญหา “ส่วย” และความโปร่งใส รวมถึงนโยบายสิ่งแวดล้อมอย่างการขึ้นค่าเก็บขยะห้างใหญ่เพื่อนำงบมาอุดหนุนการเก็บขยะครัวเรือน

3. อนุชา บูรพชัยศรี (หมายเลข 5 – พรรคประชาธิปัตย์)

จุดขายหลัก: แคมเปญ “เมืองฟ้าอมร… and more” อาสาเป็นนักบริหารเชื่อมคน-เชื่อมเมือง

นโยบายเด่น: ยกระดับการเดินทางโดยการผลักดันโอนย้ายรถเมล์ ขสมก. มาให้ กทม. ดูแลโดยตรงเพื่อทำระบบตั๋วร่วม, จัด Shuttle Bus ไฟฟ้า (EV) เป็น Feeder รับส่งคนตามซอย ยกระดับศูนย์กำจัดขยะเป็นระบบปิด 100% และใช้แพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” เพื่อให้ประชาชนเปิดดูงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างได้ทุกขั้นตอน

4. ดร.มัลลิกา มหาสุข (หมายเลข 14 – กลุ่มเพื่อนมัลลิกา)

จุดขายหลัก: คะแนนนิยมพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ในฝั่งผู้สมัครหญิง (นิด้าโพลให้อยู่อันดับ 4 ที่ 7.30%)

นโยบายเด่น: ชูการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาบริหารจัดการจราจรและแก้ไขปัญหาเมืองหลวง พร้อมทั้งประกาศฟื้นฟูบทบาทของสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เพื่อให้การทำงานใกล้ชิดชุมชนมากขึ้น

🎯 ประเด็นวิเคราะห์: ผลสรุปแนวโน้ม และ “ม้ามืด” จะมีไหม?

จากฐานข้อมูลและภูมิทัศน์การเมือง กทม. ณ ชั่วโมงนี้ สามารถสรุปแนวโน้มได้ 3 ประเด็นสำคัญครับ:

1. แชมป์เก่ายังแข็งแกร่ง แต่เจอกลยุทธ์ “แยกปลาแยกน้ำ”

แนวโน้มคะแนนนิยมสูงสุดยังเทไปที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ พฤติกรรมการลงคะแนนของคนกรุงรอบนี้มีแนวโน้มเป็นแบบ “เลือกผู้ว่าฯ ตัวบุคคล เลือก ส.ก. ตามพรรค” สูงมาก ซึ่งอาจทำให้ชัชชาติต้องเจอกับสภา กทม. ที่มีสัดส่วนจากพรรคประชาชนและพรรคการเมืองอื่นเข้ามาคานอำนาจอย่างหนัก

2. พรรคประชาชนคือ “กระแสต้าน” ที่รอวันปะทุ

แม้คะแนนของ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในโพลโค้งแรกยังไม่สูงทะลุเป้า แต่ด้วยบริบทการเมืองระดับประเทศและการที่อดีตพรรคก้าวไกลเคยชนะกวาด สส. กทม. เกือบยกเข่งในการเลือกตั้งใหญ่ ทำให้ฐานเสียง “ส้ม” ในเมืองหลวงพร้อมที่จะสวิงกลับมาได้ทุกเมื่อหากมีการระดมพลจัดตั้งกระแสในช่วงสัปดาห์สุดท้าย

3. ใครคือม้ามืดในศึกนี้?

รอบนี้ม้ามืดอาจไม่ใช่ผู้สมัครอิสระหน้าใหม่ แต่เป็น “กลุ่มผู้สมัครฝั่งอนุรักษ์นิยม/เสรีนิยมสายกลาง” อย่าง ดร.มัลลิกา มหาสุข หรือ อนุชา บูรพชัยศรี ที่หากใครสามารถรวบรวมคะแนนเสียงจากฝั่งที่ไม่เอาทั้ง “ชัชชาติ” และ “พรรคประชาชน” ให้มาเทรวมที่สถาบันการเมืองฝั่งตนเองได้ ก็มีโอกาสที่จะเบียดขึ้นมาทำคะแนนหายใจรดต้นคออันดับ 2 ได้เช่นกัน รวมถึงกลุ่ม “ยังไม่ตัดสินใจ” ที่มีสัดส่วนสูงถึง 10-20% ในหลายๆ โพล ซึ่งเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่พลิกเกมได้เสมอ

สนามกรุงเทพฯ ไม่มีคำว่าแน่นอนจนกว่าจะถึงวันหย่อนบัตรครับ สัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียงและการจัดดีเบตนโยบายหลังจากนี้ จะเป็นตัวคัดกรองชั้นดีว่าคนกรุงจะเลือก “เดินหน้าต่อกับคนเดิม” หรือ “เปลี่ยนโครงสร้างกับคนใหม่” ครับ

Ad 1
Ad 2