เจาะลึกสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ที่กำลังจะระเบิดศึกขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ครับ ในฐานะคนข่าวที่เกาะติดสถานการณ์เมืองหลวงมาตลอด ต้องบอกว่ารอบนี้ “เดือดและเข้มข้น” กว่าที่หลายคนคิด แม้ว่าโพลทุกสำนักจะชี้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่กระแสใต้น้ำและการขับเคี่ยวในฝั่งสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) กำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจมากครับ
เรามาวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์ แคนดิเดต นโยบาย และโอกาสของ “ม้ามืด” ในศึกครั้งนี้กันแบบหมัดต่อหมัดครับ
📊 เช็กกระแสความนิยม: ใครมาเป็นอันดับ 1?
หากดูจากผลสำรวจล่าสุดในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 (เช่น นิด้าโพล, สวนดุสิตโพล) อันดับ 1 ยังคงเป็นของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ในนามอิสระ ที่ทิ้งห่างคู่แข่งแบบนำโด่ง (นิด้าโพลให้สูงถึง 67.30%) ด้วยแต้มต่อในฐานะ “แชมป์เก่า” ที่มีฐานแฟนคลับหนาแน่นและภาพลักษณ์คนทำงานที่เข้าถึงง่าย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประมาทไม่ได้คือ “พรรคประชาชน” ที่ส่ง “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ (ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการเงิน) ลงสู้ศึก แม้คะแนนนิยมตัวบุคคลในโพลผู้ว่าฯ จะอยู่อันดับ 3 (ราว 8.20%) แต่เมื่อไปดูโพลในส่วนของ ส.ก. พรรคประชาชนกลับเบียดตีคู่มากับกลุ่มอิสระแบบหายใจรดต้นคอ (26.50% vs 29.10%) แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงโครงสร้างพรรคใน กทม. ของเขายังแข็งแกร่งมาก
💡 ผ่าแผนนโยบายและประเด็นเด่นของแต่ละค่าย
แต่ละพรรคและกลุ่มการเมืองงัดกลยุทธ์และนโยบายออกมาฟาดฟันกันอย่างมีสีสัน โดยเน้นแก้ปัญหาเรื้อรังของคนกรุง ดังนี้ครับ:
1. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (หมายเลข 9 – อิสระ)
จุดขายหลัก: “สานงานต่อ ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่” เน้นความต่อเนื่องของนโยบายเส้นเลือดฝอยที่ทำมาตลอด 4 ปี
ประเด็นน่าสนใจ: การชูความสำเร็จในการแก้ปัญหาจุดเสี่ยงน้ำท่วม การเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กกระจายทั่วกรุง และการใช้ระบบ Traffy Fondue ในการรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งรอบนี้เน้นการอัปเกรดระบบบริหารจัดการให้ไร้รอยต่อมากขึ้น
2. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (หมายเลข 10 – พรรคประชาชน)
จุดขายหลัก: “กรุงเทพฯ เมืองที่คนเท่ากัน” และการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเมือง (Smart City)
นโยบายเด่น: เน้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและรัฐสวัสดิการ เช่น สวัสดิการคนเมือง (เด็ก คนชรา ผู้พิการ), การชนกับระบบอุปถัมภ์ด้วยงบประมาณที่คน กทม. เลือกเองได้, การจัดการปัญหา “ส่วย” และความโปร่งใส รวมถึงนโยบายสิ่งแวดล้อมอย่างการขึ้นค่าเก็บขยะห้างใหญ่เพื่อนำงบมาอุดหนุนการเก็บขยะครัวเรือน
3. อนุชา บูรพชัยศรี (หมายเลข 5 – พรรคประชาธิปัตย์)
จุดขายหลัก: แคมเปญ “เมืองฟ้าอมร… and more” อาสาเป็นนักบริหารเชื่อมคน-เชื่อมเมือง
นโยบายเด่น: ยกระดับการเดินทางโดยการผลักดันโอนย้ายรถเมล์ ขสมก. มาให้ กทม. ดูแลโดยตรงเพื่อทำระบบตั๋วร่วม, จัด Shuttle Bus ไฟฟ้า (EV) เป็น Feeder รับส่งคนตามซอย ยกระดับศูนย์กำจัดขยะเป็นระบบปิด 100% และใช้แพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” เพื่อให้ประชาชนเปิดดูงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างได้ทุกขั้นตอน
4. ดร.มัลลิกา มหาสุข (หมายเลข 14 – กลุ่มเพื่อนมัลลิกา)
จุดขายหลัก: คะแนนนิยมพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ในฝั่งผู้สมัครหญิง (นิด้าโพลให้อยู่อันดับ 4 ที่ 7.30%)
นโยบายเด่น: ชูการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาบริหารจัดการจราจรและแก้ไขปัญหาเมืองหลวง พร้อมทั้งประกาศฟื้นฟูบทบาทของสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เพื่อให้การทำงานใกล้ชิดชุมชนมากขึ้น
🎯 ประเด็นวิเคราะห์: ผลสรุปแนวโน้ม และ “ม้ามืด” จะมีไหม?
จากฐานข้อมูลและภูมิทัศน์การเมือง กทม. ณ ชั่วโมงนี้ สามารถสรุปแนวโน้มได้ 3 ประเด็นสำคัญครับ:
1. แชมป์เก่ายังแข็งแกร่ง แต่เจอกลยุทธ์ “แยกปลาแยกน้ำ”
แนวโน้มคะแนนนิยมสูงสุดยังเทไปที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ พฤติกรรมการลงคะแนนของคนกรุงรอบนี้มีแนวโน้มเป็นแบบ “เลือกผู้ว่าฯ ตัวบุคคล เลือก ส.ก. ตามพรรค” สูงมาก ซึ่งอาจทำให้ชัชชาติต้องเจอกับสภา กทม. ที่มีสัดส่วนจากพรรคประชาชนและพรรคการเมืองอื่นเข้ามาคานอำนาจอย่างหนัก
2. พรรคประชาชนคือ “กระแสต้าน” ที่รอวันปะทุ
แม้คะแนนของ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในโพลโค้งแรกยังไม่สูงทะลุเป้า แต่ด้วยบริบทการเมืองระดับประเทศและการที่อดีตพรรคก้าวไกลเคยชนะกวาด สส. กทม. เกือบยกเข่งในการเลือกตั้งใหญ่ ทำให้ฐานเสียง “ส้ม” ในเมืองหลวงพร้อมที่จะสวิงกลับมาได้ทุกเมื่อหากมีการระดมพลจัดตั้งกระแสในช่วงสัปดาห์สุดท้าย
3. ใครคือม้ามืดในศึกนี้?
รอบนี้ม้ามืดอาจไม่ใช่ผู้สมัครอิสระหน้าใหม่ แต่เป็น “กลุ่มผู้สมัครฝั่งอนุรักษ์นิยม/เสรีนิยมสายกลาง” อย่าง ดร.มัลลิกา มหาสุข หรือ อนุชา บูรพชัยศรี ที่หากใครสามารถรวบรวมคะแนนเสียงจากฝั่งที่ไม่เอาทั้ง “ชัชชาติ” และ “พรรคประชาชน” ให้มาเทรวมที่สถาบันการเมืองฝั่งตนเองได้ ก็มีโอกาสที่จะเบียดขึ้นมาทำคะแนนหายใจรดต้นคออันดับ 2 ได้เช่นกัน รวมถึงกลุ่ม “ยังไม่ตัดสินใจ” ที่มีสัดส่วนสูงถึง 10-20% ในหลายๆ โพล ซึ่งเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่พลิกเกมได้เสมอ
สนามกรุงเทพฯ ไม่มีคำว่าแน่นอนจนกว่าจะถึงวันหย่อนบัตรครับ สัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียงและการจัดดีเบตนโยบายหลังจากนี้ จะเป็นตัวคัดกรองชั้นดีว่าคนกรุงจะเลือก “เดินหน้าต่อกับคนเดิม” หรือ “เปลี่ยนโครงสร้างกับคนใหม่” ครับ



