ตำรวจสอบสวนกลางทลายเครือข่าย “เต้ ท่าพระ” ยึดยาบ้า 1.36 ล้านเม็ดริมโขง มูลค่ากว่า 17 ล้านบาท
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญ “เต้ ท่าพระ” หลังสืบทราบพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชายแดนไทย-ลาว ก่อนเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้ากว่า 1.36 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 17 ล้านบาท เตรียมขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนีมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
การปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.), พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.), พล.ต.ต.เศรษฐสิริ นิพภยะ ผู้บังคับการตำรวจน้ำ (ผบก.รน.), พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (ผบก.ทล.), พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ รองผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (รอง ผบก.ปคม.) ชุดสนับสนุนส่วนการควบคุมชายแดน ศปอส.ตร., พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม, พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม, พ.ต.อ.จตุพร เนวะมาตร์ ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดบึงกาฬ, พ.ต.อ.วันชนะ ทิพย์อาสน์ ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจทางหลวง และ พ.ต.อ.พงษ์พันธ์ ศิริภัทรนุกุล ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ
ส่วนเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมประกอบด้วย พ.ต.ท.อรรถวิทย์ สุขทัศน์ รองผู้กำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม, พ.ต.ท.อเนก บุญตา รองผู้กำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม และ ว่าที่ พ.ต.ต.ดิฐาศักดิ์ โชติเธียรศรณ์ สารวัตร กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม
ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย ได้แก่ “ท้าวกำ” อายุ 36 ปี สัญชาติลาว และ “นายเต้” หรือ “เต้ ท่าพระ” พร้อมตรวจยึดยาบ้าจำนวนประมาณ 1,360,000 เม็ด มูลค่ากว่า 17 ล้านบาท โดยแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และในส่วนของผู้ต้องหาชาวลาวยังถูกดำเนินคดีฐานเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ติดตามพฤติกรรมของกลุ่ม “เต้ ท่าพระ” มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง หลังพบข้อมูลว่ามีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่ประเทศไทย ก่อนกระจายเข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยอาศัยเส้นทางธรรมชาติบริเวณชายแดนไทย-ลาว เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม หลังจากก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่มีการกวดขันและจับกุมขบวนการลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง
ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลจากชุดสนับสนุนส่วนการควบคุมชายแดน ศปอส.ตร. ว่าเครือข่ายดังกล่าวเตรียมลักลอบขนยาเสพติดข้ามแม่น้ำโขงผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ หนองคาย และพื้นที่ใกล้เคียง จึงประสานกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม, สถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจทางหลวง, กองกำกับการ 11 กองบังคับการตำรวจน้ำ, กองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ, ชุดสนับสนุนส่วนการควบคุมชายแดน ศปอส.ตร. และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง วางแผนเข้าจับกุม
กระทั่งช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จัดกำลังซุ่มเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณถนนสาย 212 บึงกาฬ-หนองคาย พบรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ได้แก่ รถเก๋งสีดำและรถยนต์อเนกประสงค์สีขาว ขับวนเวียนอยู่ในพื้นที่หลายรอบ ก่อนจอดริมถนน จากนั้นมีกลุ่มบุคคลประมาณ 3-4 คน เดินออกมาจากป่าพร้อมกระสอบจำนวนหนึ่ง เตรียมขนขึ้นรถ
เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวกลับวิ่งหลบหนี ทำให้เกิดการไล่ติดตามจับกุม โดยสามารถควบคุมตัวท้าวกำ ชาวลาว ได้ในที่เกิดเหตุ พร้อมของกลางยาบ้า 3 กระสอบ รวมประมาณ 1,360,000 เม็ด และสามารถติดตามจับกุมนายเต้ หรือ “เต้ ท่าพระ” ได้ในบริเวณใกล้เคียง ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการสอบสวน ท้าวกำให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากชายชาวลาวชื่อ “นายน้อย” ให้ลักลอบขนยาเสพติดจากฝั่งลาวเข้าสู่ประเทศไทย โดยได้รับค่าจ้าง 5,000 บาท และร่วมกับชาวลาวอีก 3 คนที่หลบหนีไปได้ โดยยอมรับว่ารู้สึกเสียใจต่อการกระทำของตน เนื่องจากมีบุตร 3 คนที่ต้องดูแลอยู่ที่ประเทศลาว พร้อมฝากเตือนไปยังผู้ที่คิดรับจ้างขนยาเสพติดว่า ค่าจ้างเพียงไม่กี่พันบาทไม่คุ้มกับการต้องสูญเสียอิสรภาพและต้องพลัดพรากจากครอบครัว
เบื้องต้น นายเต้ หรือ “เต้ ท่าพระ” ให้การภาคเสธ ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนี เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป













