วันเสาร์, พฤศจิกายน 7, 2026
หน้าแรกอาชญากรรมอาจารย์นพสั่งเข้ม! อย่าใช้ไทยเป็นที่กบดาน ตม.จว.ภูเก็ต สนองนโยบาย ทลายเครือข่ายมืด รวบหนึ่งในสมาชิกแก๊งปลอมเอกสารตั้ง 20 บริษัทนอมินี สูบเงินรัฐข้ามชาติ เสียหายกว่า 42 ล้านบาท...

อาจารย์นพสั่งเข้ม! อย่าใช้ไทยเป็นที่กบดาน ตม.จว.ภูเก็ต สนองนโยบาย ทลายเครือข่ายมืด รวบหนึ่งในสมาชิกแก๊งปลอมเอกสารตั้ง 20 บริษัทนอมินี สูบเงินรัฐข้ามชาติ เสียหายกว่า 42 ล้านบาท ซ้ำ! หนีคดีซุกภูเก็ตปล่อยวีซ่าขาด 185 วัน

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

อาจารย์นพสั่งเข้ม! อย่าใช้ไทยเป็นที่กบดาน ตม.จว.ภูเก็ต สนองนโยบาย ทลายเครือข่ายมืด รวบหนึ่งในสมาชิกแก๊งปลอมเอกสารตั้ง 20 บริษัทนอมินี สูบเงินรัฐข้ามชาติ เสียหายกว่า 42 ล้านบาท ซ้ำ! หนีคดีซุกภูเก็ตปล่อยวีซ่าขาด 185 วัน

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. สั่งการผ่าน พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ รอง ผบช.สตม. ให้ตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศเข้มงวดกวดขันบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในประเทศที่ผิดกฎหมายหรือมีหมายจับต่างประเทศ

พ.ต.อ.เจริญพงษ์ ขันติโล โฆษก บก.ตม.6 เปิดเผยว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.กันตวัฒน์ พงศ์สถาบดี รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ณัฐวุฒิ แสงเดือน รอง ผบก.ตม.6 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.เขมชาติ วัฒนนภาเกษม ผกก.ตม.จว.ภูเก็ต, พ.ต.ท. วิศรุต ละเอียดอ่อง รอง ผกก.ตม.จว.ภูเก็ต ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ กก.สส.3 บก.สส.ภ.8 นำโดย พ.ต.อ.เทพพนม สุวรรณรัตน์ ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.8, พ.ต.ท.กิตติพันธ์ ศิริพร รอง ผกก.กก.สส.3 บก.สส.ภ.8 นำชุดสืบสวนลงพื้นที่หาข่าว ระดมกวาดล้าง และติดตามจับกุมคนต่างด้าวที่กระทำความผิดกฎหมายตามนโยบาย ผบช.สตม.

จากกรณีที่ ตม.จว.ภูเก็ต ได้รับการประสานจากสถานทูตสาธารณรัฐคาซัคสถาน ประจำประเทศไทย และตำรวจสากล ขอให้ดำเนินการจับกุมนายเซอเก้ (นามสมมติ) บุคคลสัญชาติคาซัคสถาน ซึ่งทางการสาธารณรัฐคาซัคสถานต้องการตัว และมีประกาศตำรวจสากลสีแดงในความผิดเกี่ยวกับเครือข่ายอาชญากรรม โดยนายเชอเก้ร่วมกับพวกปลอมแปลงเอกสารตั้งบริษัทอำพรางกว่า 20 แห่ง ฟอกเงินผ่านนอมินีและถอนเงินสดเลี่ยงภาษีแบบเบ็ดเสร็จ สร้างความเสียหายต่อรัฐสูงถึง 560,833,701 เท็งเก (ประมาณ 41.7 ล้านบาท ) แล้วหลบหนีมายังประเทศไทย เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบในระบบสารสนเทศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองปรากฏว่า ขณะนี้ นายเซอเก้ อายุ 24 ปี สัญชาติ คาซัคสถาน ยังเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดอีกด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พ.ย.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนจนทราบว่านายเซอเก้ได้พักอาศัยอยู่ภายในหอพักแห่งหนึ่ง ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและมีคำสั่งให้ไปติดตามจับกุม เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณหอพักดังกล่าว พบผู้ดูแลหอพักจึงได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ตม.จว.ภูเก็ต และได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมไปตรวจสอบ ผู้ดูแลหอพักได้เคาะประตูเรียก ปรากฏว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปพบบุคคลต่างด้าวลักษณะรูปพรรณคล้ายกับนายเซอเก้ ซึ่งเขามีท่าทีตื่นตกใจ พยายามวิ่งเข้าไปซ่อนตัวภายในห้องพักดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ควบคุมตัว และทำการตรวจสอบในระบบสารสนเทศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อยืนยันตัวตนทราบว่า เป็นบุคคลเดียวกับที่ได้รับการประสานมา โดยเขาเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 4 มี.ค.69 ประเภทวีซ่า ผ.60-ม.17 ครบกำหนดอนุญาตวันที่ 2 พ.ค.69 เมื่อครบอนุญาตไม่พบการขออยู่ต่อฯ หรือการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรแต่อย่างใด อยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน อยู่เกินกำหนดอนุญาตทั้งสิ้น 185 วัน ผู้ถูกจับกุมรับว่าตนได้อยู่โดยการอนุญาตสิ้นสุดและเป็นบุคคลตามหมายจับตำรวจสากลสีแดงจริง จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ควบคุมตัวมาทำบันทึกจับกุมส่งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โฆษก บก.ตม.6 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเข้มงวดกวดขันตรวจตราในพื้นที่ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศของ สตม. มาใช้ในการทำงาน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้เจ้าบ้านและเจ้าของโรงแรมแจ้งการเข้าพักอาศัย ตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ตามนโยบายของ ผบช.สตม. การบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยร่วมปฏิบัติ ทำให้มีฐานข้อมูลที่สามารถนำมาใช้สืบสวนจับกุมคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายในราชอาณาจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ พล.ต.ต.ชูธเรศฯ ผบก.ตม.6 ได้สั่งการยกระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบการกระทำความผิดของคนต่างด้าวในพื้นที่ รวมทั้งสืบสวนบุคคลต่างด้าวรายอื่นที่มีหมายจับตำรวจสากลฯ และ overstay เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเมืองท่องเที่ยว ทั้งนี้หากประชาชนพบเบาะแสหรือต้องการแจ้งเรื่องร้องเรียนคนต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งมาที่สายด่วน สตม. 1178

Ad 1
Ad 2