สาวออฟฟิศปาดน้ำตา! ร้องสื่อถูกบริษัทรับเหมาก่อสร้างเบี้ยวงาน สูญเงินเก็บกว่า 2 แสนบาท หวังต่อเติมบ้านให้แม่อยู่สบาย
เหยื่อเผยหลงเชื่อเจอบูทในงานแฟร์ จ่ายทั้งค่าสินค้าและค่าก่อสร้างพร้อมทำสัญญา แต่ผ่านกว่า 3 เดือนงานไม่คืบ ติดต่อผู้รับเหมาบ่ายเบี่ยง ก่อนเจ้าตัวอ้างบริษัทล้มละลาย บัญชีถูกอายัด ไม่มีเงินคืน
กลายเป็นเรื่องราวความเดือดร้อนของสาวพนักงานออฟฟิศรายหนึ่ง หลังตัดสินใจนำเงินเก็บที่สะสมมาทั้งชีวิตไปว่าจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่อเติมบ้านที่เพิ่งซื้อร่วมกับแฟน หวังสร้างพื้นที่อยู่อาศัยให้ครอบครัว โดยเฉพาะมารดาที่สูงวัยได้มีความเป็นอยู่สะดวกสบายมากขึ้น แต่กลับต้องเผชิญกับความผิดหวัง เมื่อโอนเงินไปแล้วทั้งค่าสินค้าและค่าก่อสร้าง รวมเป็นเงินกว่า 2 แสนบาท กลับไม่มีการเข้าดำเนินงานตามสัญญา แม้พยายามติดตามทวงถามมาเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน จนต้องเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ
นางสาวพัชราภรณ์ หรือ ฝ้าย อายุ 30 ปี พนักงานออฟฟิศ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตนเองและแฟนเพิ่งซื้อบ้านร่วมกันเพื่อสร้างครอบครัว และมีแผนจะต่อเติมพื้นที่ห้องครัวและบริเวณหน้าบ้านเพิ่มเติม เพื่อให้บ้านมีความพร้อมสำหรับการอยู่อาศัย โดยเฉพาะต้องการปรับปรุงบ้านให้มารดาที่สูงวัยได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย
กระทั่งวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ตนและแฟนได้เดินทางไปเที่ยวงานแฟร์แห่งหนึ่งย่านบางนา ก่อนพบกับบูทจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าลดราคา รวมถึงเครื่องดูดควันและอ่างล้างจาน จึงเข้าไปสอบถามรายละเอียดกับพนักงานประจำบูท ต่อมาเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นผู้ดูแลบูทได้เข้ามาพูดคุยเสนอขายสินค้าและบริการเพิ่มเติม
หลังพูดคุยจนเกิดความพึงพอใจ ตนจึงตกลงซื้อสินค้าเครื่องครัว พร้อมโอนเงินจำนวน 34,000 บาท และเจ้าของบริษัทยังเสนอว่ารับงานต่อเติมบ้านด้วย จึงตกลงให้เข้ามาดูหน้างาน พร้อมโอนเงินมัดจำค่าเข้าดูหน้างานอีก 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 44,000 บาท โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารในชื่อบริษัทตามที่ได้รับแจ้งจากผู้ขาย ณ บริเวณบูทภายในงานวันดังกล่าว
จากนั้นมีการนัดหมายให้เจ้าของบริษัทเดินทางเข้ามาตรวจสอบพื้นที่บ้านในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อประเมินรายละเอียดและพูดคุยเกี่ยวกับรูปแบบงานต่อเติม เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงรายละเอียดกันเรียบร้อยแล้ว เจ้าของบริษัทได้แจ้งให้ชำระเงินค่าก่อสร้างงวดแรก
นางสาวพัชราภรณ์จึงโอนเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 1 จำนวน 188,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของบริษัท พร้อมส่งหลักฐานสลิปการโอนเงินให้ผู้รับเหมา โดยระบุเวลาโอน 23.18 น. ของวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 นอกจากนี้ยังได้จัดทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อีก 1 ฉบับ เพื่อเป็นหลักฐานในการตกลงว่าจ้าง
อย่างไรก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไปนานกว่า 3 เดือน กลับไม่มีการเข้าดำเนินงานตามที่ตกลงกันไว้ ผู้เสียหายพยายามโทรศัพท์ติดตามสอบถามความคืบหน้ากับเจ้าของบริษัทหลายครั้ง แต่ได้รับคำตอบในลักษณะบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จนเริ่มเกิดความกังวลว่าอาจถูกหลอกให้โอนเงินและไม่ได้รับงานตามสัญญา
ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ผู้เสียหายจึงตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์แก้ว เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย แต่เนื่องจากยังไม่ได้รับความคืบหน้าตามที่คาดหวัง จึงเดินทางกลับไปติดตามเรื่องอีกครั้งเมื่อวานนี้ พร้อมเข้าพบพนักงานสอบสวนรายใหม่ คือ ร.ต.ท.กฤติกร ภิญโญธนาชัย ซึ่งได้รับแจ้งความไว้เป็นที่เรียบร้อย
โดยพนักงานสอบสวนแจ้งว่าจะดำเนินการออกหมายเรียกเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายดังกล่าวเข้ามาให้ปากคำ เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงและพิจารณาว่าการกระทำเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายข้อใด หากพบพยานหลักฐานเพียงพอจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาตามขั้นตอนต่อไป รวมทั้งอาจนัดหมายคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเข้ามาพูดคุยเจรจาหาทางออก
ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายดังกล่าวถึงสาเหตุที่รับเงินจากลูกค้าไปแล้ว แต่ไม่เข้าดำเนินงานตามสัญญา รวมถึงเหตุใดจึงไม่คืนเงินให้กับผู้ว่าจ้างที่ได้รับความเสียหาย พร้อมสอบถามว่าจะสามารถโอนเงินคืนให้ผู้เสียหายได้หรือไม่ เนื่องจากทราบว่าผู้เสียหายต้องไปหยิบยืมเงินจากผู้อื่นมาเพื่อใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและต่อเติมบ้าน หวังให้มารดาที่สูงวัยได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ด้านเจ้าของบริษัทได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ไม่มีเงินที่จะนำมาคืนให้ลูกค้า พร้อมอ้างว่าบริษัทของตนเองประสบปัญหาจนล้มละลาย และบัญชีธนาคารถูกอายัดทั้งหมดแล้ว
ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามเพิ่มเติมว่า เมื่อบริษัทประสบปัญหาทางการเงินถึงขั้นดังกล่าวแล้ว เหตุใดจึงยังนำสินค้าและบริการไปเปิดบูทตามงานแฟร์หรืองานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่พบเห็นและสนใจใช้บริการเกิดความเสียหายได้ พร้อมตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคที่เข้ามาติดต่อว่าจ้างและชำระเงินไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับประชาชนที่นิยมเดินเลือกซื้อสินค้าและใช้บริการจากบูทภายในงานแสดงสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะบริการรับเหมาก่อสร้างและต่อเติมบ้าน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายค่อนข้างสูง ควรตรวจสอบประวัติบริษัท สถานะการดำเนินธุรกิจ ผลงานที่ผ่านมา และเงื่อนไขในสัญญาให้ละเอียดก่อนตัดสินใจโอนเงินทุกครั้ง
ทั้งนี้ มีข้อมูลว่าบริษัทดังกล่าวยังคงมีการนำสินค้าและบริการไปเปิดบูทตามงานขนาดใหญ่ในสถานที่ต่าง ๆ จึงมีความกังวลว่าอาจมีประชาชนรายอื่นหลงเชื่อเข้าทำสัญญาและได้รับความเสียหายเพิ่มเติมอีก
จึงขอฝากเตือนไปยังประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง รวมถึงฝากถึงผู้จัดงานและเจ้าของสถานที่จัดงานต่าง ๆ ให้ตรวจสอบผู้ประกอบการที่เข้ามาเช่าพื้นที่เปิดบูทอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นผู้เสียหายซ้ำอีก
ส่วนกรณีนี้ต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพนักงานสอบสวน รวมถึงคำชี้แจงและหลักฐานจากบริษัทคู่กรณี เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป




