‘อนุทิน’ นั่งหัวโต๊ะ ป.ป.ส. ลุยเคาะ 4 จุดยึดกัญชา-ไฟเขียวแผนปราบยาปี 70 พร้อมสั่งเปิดสงครามยาเสพติดเข้ม 6 เดือน
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (คณะกรรมการ ป.ป.ส.) ครั้งที่ 3/2569 ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีข้าราชการระดับสูงและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม, นายสมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน, นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ
นายอนุทิน กล่าวเปิดการประชุมโดยระบุว่า เป็นการจัดประชุมตามที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดกำหนดให้จัดอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง ซึ่งรัฐบาลมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติดเต็มกำลังด้วยการตัดวงจรต้นทาง พร้อมประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสกัดกั้นตั้งแต่ระดับภูมิภาคก่อนทะลักเข้าประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้กล่าวชมเชยและห่วงใยความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากเหตุปะทะและยึดไอซ์ล็อตใหญ่ที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี พร้อมกำชับผู้บังคับบัญชาให้เข้มงวดเรื่องการใช้สายลับเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และสั่งการให้ศึกษาปัจจัยที่ทำให้ผู้เสพซึ่งผ่านการบำบัดแล้วยังกลับมากระทำผิดซ้ำ
จัดระเบียบกัญชา ย้ำใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น
ในส่วนของแนวทางการกำหนดนโยบายกัญชา ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ส. ได้ร่วมกันพิจารณาและเน้นย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนในการ ลดและยับยั้งกิจกรรมกัญชาเพื่อการนันทนาการ (บันเทิง/สันทนาการ) ทุกรูปแบบ โดยมุ่งสนับสนุนเฉพาะการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและกลุ่มค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยจะนำเสนอแนวทางและมติของ ป.ป.ส. ต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา ของกระทรวงสาธารณสุขต่อไป
เปิดสงครามยาเสพติด 6 เดือน – ตั้งหน่วยสกัดกั้น 4 ชายแดน
ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้เป็นแนวทางจัดทำแผนปฏิบัติการต่อไป พร้อมเสนอให้นายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แผนยุทธการในการประกาศสงครามยาเสพติด ระยะ 6 เดือน เพื่อลดผู้ค้าและปริมาณยาเสพติด รวมถึงจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องหรือปล่อยปละเลิกให้เกิดความผิด ตลอดจนแก้ปัญหาผู้เสพในชุมชน
สำหรับการสกัดกั้นยาเสพติด ได้กำหนดพื้นที่จำเป็นเร่งด่วนตามมาตรา 5 (10) แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ปีงบประมาณ 2570 รวม 21 จังหวัด 82 อำเภอ พร้อมอนุมัติจัดตั้ง หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ใน 4 พื้นที่สำคัญ ได้แก่:
ชายแดนภาคเหนือ
ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ชายแดนภาคตะวันตก
พื้นที่ภาคใต้
โดยมอบหมายให้แม่ทัพภาค/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ในแต่ละพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการหน่วยฯ
ปรับเกณฑ์กฎหมาย – สวัสดิการเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบและเห็นชอบประเด็นสำคัญทางกฎหมายและสวัสดิการเจ้าหน้าที่ ดังนี้:
รับทราบการปรับปรุงเกณฑ์ครองยาเสพติด: รับทราบกรณีคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เห็นชอบการแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษฯ โดยยกเลิกรายชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ทั้ง 7 รายการ ออกจากบทสันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ เพื่อดำเนินตามกระบวนการเสนอกฎหมายต่อไป
ระบุชื่อยาเสพติดใหม่: เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการระบุชื่อยาเสพติดให้โทษ จำนวน 2 ฉบับ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติด (CND) ครั้งที่ 69
สร้างขวัญกำลังใจคนทำงาน: เห็นชอบหลักเกณฑ์การพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ
เตรียมพร้อมรับกฎหมายใหม่: รับทราบกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่าง พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด (เพิ่มเติม) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 โดย ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรองรับเมื่อมีผลบังคับใช้
นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและเด็ดขาด โดยเฉพาะการทำลายแหล่งผลิตควบคู่กับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และกำชับห้ามใช้สายลับที่จัดตั้งเองโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์และสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน




