วันพุธ, ตุลาคม 21, 2026
หน้าแรกทั่วไปวิวาทะ “ร่างทรง” เทศกาลกินเจ เชื่อหรือไม่เชื่อ

วิวาทะ “ร่างทรง” เทศกาลกินเจ เชื่อหรือไม่เชื่อ

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

วิวาทะ “ร่างทรง” เทศกาลกินเจ เชื่อหรือไม่เชื่อ
วันที่ 19 ตุลาคม 2569 เห็นมาสักพักแล้วกับการวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับความเชื่อ “ร่างทรง” ยิ่งช่วงเทศกาลกินเจ ที่ผ่านมา คนเชื่อคนศรัทธามี คนไม่เชื่อก็มี แต่การพูดดูถูก ด้อยค่า เหยียบหยามกันบนความเชื่อแต่ละฝ่ายจะยิ่งสร้างความแตกแยกยิ่งขึ้น
ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เห็นว่าจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ติดตามเรื่องดังกล่าวมากว่า 30 ปี เชื่อว่า “ในจริงมีไม่จริง” เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้า มีจริงส่วนจะดลบันดาลประทานพร ลิขิต โชคลาภต่างๆ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะส่วนตัวเชื่อใน “กฎแห่งกรรม” มากกว่า ใครทำสิ่งใดก็รับสิ่งนั้นทดแทน คงไม่มีใครรับในสิ่งที่ไม่ได้ก่อได้ แม้แต่องค์เทพเจ้าเองก็น่าจะอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติเช่นเดียวกัน
ส่วนพิธีกรรม ก็แล้วแต่การปฏิบัติของท้องถิ่น แต่ละศาลเจ้าอาจมีความเหมือนและแตกต่างกันไปบ้างตามสภาพบริบทของพื้นที่และตามยุคสมัย เช่น ในอดีตการเสี้ยมหรือแทงตามร่างกายต่างๆ มีเหล็กแหลมบ้างพอเป็นพิธี เพราะเชื่อว่าเป็นการเปิดปากร่างทรง แต่สมัยนี้หลากหลายอาวุธที่สรรหากัน จนอาจเกิดคำถามว่าทำกันไปทำไม เกินความจำเป็นหรือไม่และเป็นความต้องการของเทพเจ้าหรือร่างทรงกันแน่ เพราะบางครั้งอาจเกิดอันตรายได้ในหลายกรณีที่ผ่านมา
สำหรับปัจจุบัน การที่มีคนท้าทายตั้งข้อสังเกต มีแง่มุมต่างๆ มากยิ่งขึ้น ส่วนตัวก็มองเป็นสิ่งที่ดี แต่ความเชื่อหรือไม่เชื่อ แม้มีเหตุผลมุมมองอย่างไรก็อาจพิสูจน์ไม่รู้จบ เช่น ความเชื่อว่าพระเจ้ามีจริงไหม โลกหน้ามีจริงไหม ตายแล้วเกิดใหม่จริงไหม การถกเถียงเรื่องดังกล่าว หลายพันปีแล้วก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ ความเชื่อเรื่อง “ร่างทรง” ก็เช่นกัน ไม่ใช่มีเพียงประเทศไทย แต่เป็นความเชื่อที่ยังปรากฏอยู่ทั่วทุกมุมโลกมาตั้งแต่ยุคโบราณ ที่เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณบรรพบุรุษ หรือพลังธรรมชาติสามารถติดต่อและส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ได้ ร่างทรงจึงทำหน้าที่เป็นเหมือน “สะพานเชื่อม” หรือสื่อกลางระหว่างโลกคนเป็นและโลกวิญญาณ เช่น
เกาหลีใต้ (ลัทธิมูซก – Musok) ร่างทรงเพศหญิงในเกาหลีใต้เรียกว่า “มูดัง” (Mudang) แม้เกาหลีใต้จะเป็นประเทศที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีชั้นสูง แต่ความเชื่อเรื่องร่างทรงยังคงขับเคลื่อนควบคู่ไปกับสังคมสมัยใหม่ได้อย่างเหนียวแน่น
จีนและไต้หวัน (ลัทธิจิตวิญญาณจีน – ตังเกี้ย) ร่างทรงในวัฒนธรรมจีนมักเรียกว่า “ตังเกี้ย” (Tongji) ซึ่งมักจะอัญเชิญเทพเจ้าในลัทธิเต๋าหรือเทพตามความเชื่อพื้นบ้าน (เช่น เจ้าพ่อกวนอู, เทพนาจา) มาประทับทรง ในระหว่างพิธีกรรม
กัมพูชา มีพิธีกรรมโบราณคล้ายคลึงกับไทย เช่น พิธี “ปะโจลมะม๊วด” (Chol M’mot) ซึ่งเป็นการเชิญวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเข้าร่างทรงเพื่อทำนายทายทัก รักษาอาการป่วยไข้ หรือขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บในชุมชน
เมียนมา มีความเชื่อเรื่อง ร่างทรงพม่า หรือที่เรียกในภาษาเมียนมาว่า “นัตกะด่อ” (Nat Kadaw) ถือเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนเมียนมาควบคู่ไปกับการนับถือศาสนาพุทธอย่างเหนียวแน่น
แอฟริกา เช่น ชาวโชนา (Shona) ในซิมบับเว ความเชื่อเรื่องคนทรงมีความสำคัญมากในเชิงสังคมและการเมือง ร่างทรงวิญญาณ (Spirit Mediums) จะทำหน้าที่สื่อสารกับวิญญาณบรรพบุรุษระดับสูงที่เรียกว่า “มฮอนโดโร” (Mhondoro) เพื่อขอคำชี้แนะเกี่ยวกับความแห้งแล้ง ความอุดมสมบูรณ์ของพืชผล ตลอดจนเรื่องความขัดแย้งภายในเผ่า
อเมริกาและแถบแคริบเบียน ลัทธิวูดู (Voodoo) ในเฮติ เป็นความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างศาสนา ในพิธีกรรมวูดู ผู้เข้าร่วมจะร้องรำทำเพลงตามจังหวะกลองจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะกึ่งภวังค์ เพื่อเปิดทางให้วิญญาณหรือเทพที่เรียกว่า “โลอา” (Loa) เข้ามาสิงสถิตในร่าง เพื่อประทานพร รักษาโรค หรือให้คำชี้แนะแก่ชุมชน เป็นต้น
แน่นอน “ร่างทรง” ก็แยกเป็น “ที่ทรงไม่จริง”หรือ“ร่างทรงที่ไม่ดี” ก็มีเยอะมากขึ้น ในการหา “ช่องว่างแห่งศรัทธา” ด้วยการหลอกลวงหาประโยชน์จากชาวบ้าน แทนที่ชาวบ้านจะได้รับแนวทางที่ถูกต้อง เช่น การวินิจฉัยรักษาโรคร้ายแรง กลับต้องหลงผิด เสียเวลา และเงินทอง มีบางกรณีเสียชีวิต เพราะร่างทรงที่ไม่ดีก็มี ส่วน“ร่างทรงที่ดี” ที่ช่วยคอยช่วยเหลือแนะนำแนวทางที่เป็นประโยชน์ การใช้ชีวิตและเป็นกำลังใจให้ผู้ศรัทธา ให้ดำเนินชีวิตทำในสิ่งที่ถูกที่ควรก็มีเช่นกัน
ดังนั้น พิธีกรรมกินเจและความเชื่อเรื่อง “ร่างทรง” เป็นความเชื่อและประสบการณ์ของบุคคลเฉพาะคนและเฉพาะกลุ่มที่ศรัทธา แต่ถ้ามองหา “แก่น” จาก “ร่างทรง” ในฐานะ “ผู้นำพิธีกรรมกินเจ” ก็อาจจะมองได้ว่าการใช้ชีวิตที่ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ แม้เป็นช่วงเวลาไม่กี่วันก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม ส่วนการรักษาความบริสุทธิ์ทั้งร่างกายจิตใจในพิธีกรรม “การถือศีลกินเจ” ก็เป็นพื้นฐานการทำความดีและเป็นบุญกุศลเช่นกัน
“ความเชื่อและศรัทธา”เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ถ้าอยู่บนพื้นฐานความเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ละเมิดกฎหมายหรือสร้างความเสียหาย หลอกลวงให้ใครเดือดร้อน คนไม่เชื่อก็ไม่ควรไปลบหลู่ดูถูกหรือด้อยค่ากันเลย

Ad 1
Ad 2