วันศุกร์, ตุลาคม 16, 2026
หน้าแรกอาชญากรรมกองปราบฯ เปิดปฏิบัติการ “Anti-Scam Matrix” ทลายขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ รวบแก๊งสแกมเมอร์ยึดทรัพย์ทะลุ 500 ล้าน เผยเงื่อนงำพบต่างชาติถือวีซ่า VIP ซุกตัวใช้บ้านหรูบังหน้า

กองปราบฯ เปิดปฏิบัติการ “Anti-Scam Matrix” ทลายขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ รวบแก๊งสแกมเมอร์ยึดทรัพย์ทะลุ 500 ล้าน เผยเงื่อนงำพบต่างชาติถือวีซ่า VIP ซุกตัวใช้บ้านหรูบังหน้า

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

กองปราบฯ เปิดปฏิบัติการ “Anti-Scam Matrix” ทลายขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ รวบแก๊งสแกมเมอร์ยึดทรัพย์ทะลุ 500 ล้าน เผยเงื่อนงำพบต่างชาติถือวีซ่า VIP ซุกตัวใช้บ้านหรูบังหน้า

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (กก.5 บก.ป.) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 1 ถึง กองกำกับการ 6 ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปูพรหมเข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญ 27 จุด ใน 11 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ เชียงราย สมุทรปราการ สระบุรี สิงห์บุรี นครปฐม ชลบุรี กาฬสินธุ์ นราธิวาส และระนอง เพื่อกวาดล้างขบวนการหลอกลงทุนและองค์กรรับฟอกเงินระดับข้ามชาติ

การปฏิบัติการในครั้งนี้ สืบเนื่องจากการปฏิบัติการเชิงรุกของศูนย์ ACSC ที่นำข้อมูลผู้ถือวีซ่าพำนักระยะยาวประเภท Thailand Privilege มาตรวจสอบเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลในระบบรับแจ้งความออนไลน์ (TPO) เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติแฝงตัวเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์ในประเทศไทย จนกระทั่งพบเบาะแสสำคัญว่า บัญชีธนาคารของชาวต่างชาติสัญชาติจีนที่ถือวีซ่าพิเศษดังกล่าว มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับการรับโอนเงินจากกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุฉ้อโกงประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม จึงใช้เวลาสืบสวนเชิงลึกยาวนานกว่า 5 เดือน จนสามารถแกะรอยเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่ ซึ่งพบว่ามีกลุ่มคนร้ายที่ได้รับวีซ่า Thailand Privilege รวมอยู่ถึง 9 ราย

จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่ายนี้รวมทั้งสิ้น 71 ราย ซึ่งประกอบด้วยคนไทย 41 ราย, จีน 21 ราย, ลาว 5 ราย, เมียนมา 3 ราย และผู้ถือสัญชาติวานูอาทู 1 ราย โดยผลการปฏิบัติการล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว 39 ราย (สัญชาติไทย 30 ราย, จีน 8 ราย และเมียนมา 1 ราย) ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ, สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตามจับกุม โดยพบว่ามีบางส่วนหลบหนีอยู่ต่างประเทศ 22 ราย ถูกจำคุกในคดีอื่น 6 ราย และอยู่ระหว่างหลบหนีในประเทศไทยอีก 4 ราย

สำหรับพฤติการณ์ของแก๊งสแกมเมอร์กลุ่มนี้ ได้สร้างโฆษณาบนเฟซบุ๊กชักชวนประชาชนทั่วไปให้ร่วมลงทุนเทรดหุ้นในลักษณะ Block Trade โดยอ้างผลตอบแทนสูง เมื่อเหยื่อสนใจกดลิงก์ ระบบจะนำไปสู่การเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ ได้พบกับ “แอดมินกานต์” ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการลงทุน ชักชวนให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “ETO TH” และลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์ม eto-th.com ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงยอดเงินและผลกำไรเสมือนจริง นอกจากนี้ยังจัดให้มีการอบรมผ่าน Zoom โดยผู้ที่อ้างตัวเป็น “อาจารย์ทอย” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรดหุ้น (ซึ่งส่งเพียงเสียงไม่เปิดกล้อง) ร่วมกับกลุ่ม “คู่หูปลอม” ในไลน์ที่ช่วยกันสร้างสถานการณ์จูงใจ จนกระทั่งมีผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารนิติบุคคลของกลุ่มคนร้ายรวม 13 บัญชี แต่เมื่อต้องการถอนเงินกำไรออกจากระบบ กลับถูกหลอกให้โอนเงิน “ค่าธรรมเนียม” เพิ่มเติมอีกหลายครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉพาะคดีนี้สูงถึง 26,511,804.66 บาท

จากการสืบสวนเส้นทางการเงิน เจ้าหน้าที่พบว่าขบวนการนี้มีการฟอกเงินที่หลอกลวงมาได้หลายรูปแบบ ทั้งการโอนกระจายไปยังบัญชีม้าแถวถัดไป การถอนเงินสดผ่านตู้ ATM และเคาน์เตอร์สาขา การเคลื่อนย้ายเงินผ่านระบบโพยก๊วนแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รวมถึงการโอนชำระค่าสินค้าและบริการผ่านระบบ Payment Gateway (2c2p) เพื่อแปลงสภาพเงิน แต่จุดสำคัญที่สุดคือการนำเงินจากบัญชีนิติบุคคลไปซื้อเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีสกุล USDT แล้วผ่องถ่ายไปยังองค์กรรับฟอกเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลชนิดไม่ระบุตัวตน (Non-Custodial Wallet) โอนซ่อนเร้นผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลหลายชั้นเพื่อทำลายเส้นทางการเงิน

ส่วนในการจัดการเงินที่ได้จากการกระทำความผิด เครือข่ายนี้แบ่งการบริหารจัดการออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่หนึ่ง นำไปใช้เป็นเงินหมุนเวียนเลี้ยงเหยื่อรายใหม่ โดยยอมโอนเงินผลตอบแทนจำนวนเล็กน้อยคืนให้เหยื่อในระยะแรกเพื่อให้เกิดความตายใจก่อนจะหลอกให้โอนเงินก้อนใหญ่ขึ้น ส่วนที่สอง คือการถอนเงินสดส่งมอบให้กลุ่มผู้รับผลประโยชน์ตามจุดนัดหมายต่างๆ และส่วนที่สาม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ คือการนำเงินไปชำระให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เพื่อซื้อบ้านหรูหรือจดทะเบียนเช่าระยะยาว 30 ปี ในชื่อบุคคลอื่น เพื่อแปลงสภาพเงินผิดกฎหมายให้กลายเป็นอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ให้มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงถึงตัวผู้ครอบครองจริง

ผลจากการเข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางและทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ประกอบด้วย อสังหาริมทรัพย์และบ้านหรูในพื้นที่กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ รวม 8 หลัง (มูลค่ากว่า 330 ล้านบาท), เอกสารสิทธิ์ที่ดินและห้องชุดคอนโดมิเนียมหรูย่านพระราม 9 รวม 4 รายการ (มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท), บ้านพักหรูย่านกรุงเทพกรีฑาอีก 2 หลัง (มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังยึดรถยนต์หรูรวม 10 คัน อาทิ Porsche Cayenne, Lexus LM300h, Toyota Alphard, Tesla Model Y, ZEEKR 009 และ Mercedes-Benz C300e, เงินสดสกุลไทยและต่างประเทศรวมกว่า 4.2 ล้านบาท, สินทรัพย์ดิจิทัล USDT มูลค่ากว่า 8.3 แสนบาท, ทรัพย์สินมีค่าจำพวกนาฬิกาหรู เครื่องประดับ และกระเป๋าแบรนด์เนมชั้นนำรวม 87 รายการ รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลดิจิทัลอีกจำนวนมาก

เบื้องต้นจากการสอบสวนในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาชาวจีนบางรายได้ให้การรับสารภาพว่า ทำหน้าที่บริหารจัดการฟอกเงินให้กับหัวหน้าขบวนการ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงระดับหุ้นส่วนของศูนย์ Scammer ใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยพยานหลักฐานที่ได้จากการเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้ ทั้งข้อมูลในกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบไม่ระบุตัวตนและคำให้การของผู้ต้องหา จะเป็นเบาะแสสำคัญให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการขยายผล เพื่อออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องอาชญากรรมข้ามชาติกลุ่มนี้ต่อไป

Ad 1
Ad 2