ชาวบ้านกังขา! ศาลาโรงทานเก่าแก่กว่า 57 ปี ถูกรื้อถอนเกลี้ยงไร้คำบอกกล่าว
จากสถานที่แห่งศรัทธาและเมตตา เหลือเพียงความว่างเปล่า ทิ้งคำถามค้างคาใจชาวบ้าน
วันที่ 24 กันยายน 2569
กลายเป็นเรื่องที่สร้างความเศร้าใจและสะเทือนความรู้สึกของชาวบ้านและศิษยานุศิษย์ เมื่อศาลาโรงทานเก่าแก่ภายในวัดดังแห่งหนึ่งย่านบางมด กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ประมาณปี 2512 และเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่คู่กับวัดมานานกว่า 57 ปี ถูกดำเนินการรื้อถอนจนแทบไม่เหลือร่องรอย ท่ามกลางคำถามของชาวบ้านถึงเหตุผลและความจำเป็นในการรื้อถอน
รายงานระบุว่า ศาลาโรงทานดังกล่าวเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีความผูกพันกับชุมชนมาอย่างยาวนาน โดยอดีตเจ้าอาวาสเป็นผู้ริเริ่มก่อสร้าง ด้วยการรวบรวมปัจจัยจากชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธา จนก่อสร้างแล้วเสร็จ ก่อนใช้เป็นทั้งสถานที่ปฏิบัติธรรมของแม่ชี และโรงทานสำหรับแจกจ่ายอาหารแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ยากไร้ที่เข้ามาพึ่งพาอาศัยเมตตาธรรมจากวัด
แต่วันนี้ สิ่งปลูกสร้างที่เคยเป็นภาพแห่งการให้และความเมตตา กลับเหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่า
ไม่เพียงตัวศาลาโรงทานเท่านั้นที่ถูกทุบทำลาย แม้แต่รูปปูนปั้นพญาครุฑ ซึ่งเป็นของเก่าแก่ที่สร้างขึ้นคู่กับศาลามาเป็นเวลานาน ก็ถูกนำออกไปด้วย ขณะที่ห้องน้ำภายในวัดซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณดังกล่าวก็ถูกื้อถอนเช่นเดียวกัน จนทำให้ภาพความทรงจำของสถานที่แห่งนี้แทบไม่เหลือเค้าเดิม
สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านเกิดความสงสัยมากขึ้น คือก่อนหน้านี้มีการตั้งงบประมาณเพื่อบูรณะศาลา และเพิ่งผ่านการซ่อมแซม ทาสีใหม่จนมีสภาพสวยงาม อีกทั้งจากสภาพที่ชาวบ้านพบเห็น ไม่ปรากฏร่องรอยความเสียหายรุนแรงที่เห็นได้ชัดว่าอาคารไม่สามารถใช้งานต่อไปได้
คำถามจึงเกิดขึ้นตามมาว่า เหตุใดศาลาเก่าแก่ที่เพิ่งได้รับการบูรณะและยังคงมีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และจิตใจ จึงต้องถูกรื้อถอนจนหมดสิ้น
สำหรับชาวบ้านแล้ว ศาลาหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงอาคารหลังหนึ่ง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำและวิถีชีวิตของชุมชน เป็นสถานที่ที่อดีตเจ้าอาวาสเคยตั้งใจสร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของญาติโยม เพื่อให้เป็นพื้นที่แห่งการปฏิบัติธรรมและเป็นที่แบ่งปันอาหารแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก
ตลอดระยะเวลากว่า 57 ปี ศาลาแห่งนี้จึงเปรียบเสมือน “บ้านแห่งเมตตา” ที่เปิดประตูต้อนรับผู้คน โดยเฉพาะชาวบ้านผู้มีฐานะยากจน ซึ่งบางคนเคยอาศัยข้าวปลาอาหารจากโรงทานเป็นที่พึ่งในวันที่ชีวิตไม่มีทางเลือก
วันนี้ เมื่อสถานที่ดังกล่าวหายไป ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับคนในชุมชนจึงไม่ได้มีเพียงความเสียดายสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ แต่ยังเป็นความรู้สึกเหมือนบางสิ่งที่เคยยึดเหนี่ยวจิตใจได้ถูกพรากไปพร้อมกัน
จากศาลาที่เคยเต็มไปด้วยผู้คน กลับกลายเป็นความว่างเปล่า จากสถานที่ที่เคยมีเสียงแห่งการให้ กลับเหลือเพียงความเงียบงัน
ยิ่งไปกว่านั้น ศาลาแห่งนี้ยังเคยได้รับความสนใจจากรายการโทรทัศน์ช่องดัง ซึ่งเคยเดินทางมาถ่ายทำและนำเสนอความสวยงามของสถานที่ ทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมและบรรยากาศภายในศาลา จึงยิ่งทำให้ชาวบ้านรู้สึกเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น
หลายคนยอมรับตรงกันว่า รู้สึกเศร้า หดหู่ และหมดหวัง เพราะไม่เข้าใจว่าเหตุใดสิ่งที่มีทั้งคุณค่าทางประวัติศาสตร์ คุณค่าทางจิตใจ และเป็นสถานที่พึ่งพิงของผู้ยากไร้มายาวนาน จึงต้องหายไปโดยที่พวกเขาไม่ทราบเหตุผลอย่างชัดเจน
ที่สำคัญ ชาวบ้านบางส่วนตั้งคำถามว่า ก่อนการรื้อถอนนั้น มีการชี้แจงหรือบอกกล่าวต่อชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะศาลาแห่งนี้มิได้เป็นเพียงทรัพย์สินหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่เกิดขึ้นจาก แรงศรัทธาและปัจจัยของชาวบ้านในอดีต ซึ่งร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
จนถึงขณะนี้ สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่เพียงซากของอาคาร หากแต่เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ และความรู้สึกของผู้ศรัทธาที่ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร
บางคนตั้งคำถามด้วยความเจ็บปวดว่า หรือทั้งหมดนี้จะเป็น “ปริศนาธรรม” ที่คนธรรมดาอย่างชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้คำตอบ
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังมีหลายประเด็นที่ชาวบ้านต้องการคำชี้แจง โดยเฉพาะเหตุผลและความจำเป็นในการรื้อถอน รวมถึงแนวทางการดำเนินการกับสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้ข้อสงสัยของผู้คนในชุมชนได้รับความกระจ่าง และเพื่อรักษาความรู้สึกของผู้ที่เคยร่วมสร้าง ร่วมทำบุญ และร่วมศรัทธากับสถานที่แห่งนี้มาตลอดหลายสิบปี
เพราะสำหรับบางคน…
สิ่งที่ถูกทุบลงไป อาจไม่ใช่เพียงกำแพงหรือหลังคา หากแต่เป็นความทรงจำกว่า 57 ปี และสำหรับผู้ยากไร้บางชีวิต สิ่งที่หายไปอาจเป็น “ความหวัง” สุดท้ายของการได้พึ่งพาเมตตาจากวัดในวันที่ชีวิตมืดมนที่สุด














