รองจ๋อนำทีมสารวัตรแจ๊ะแกะรอยล่าจากคดียาเสพติดออนไลน์ สะดุดวงจรมิจฉาชีพ TikTok ก๊อปคลิปปั้นหน้าร้าน หลอกขายโกคาร์ททิพย์หรือสารพัดสินค้า เงินเหยื่อไหลเข้าบัญชีม้า ก่อนม้าสายถอนตระเวนกดรวบรวม ฝากเงินสดต่อเป็นทอด ๆ
“ไล่ล่าดุเดือด” รวบสแกมเมอร์ตัวผัวกำลังกดเงินคาตู้ ATM แต่เมียคนร้ายที่อยู่บนรถตัดสินใจทิ้งผัว กระโดดข้ามที่นั่งมาขับเหยียบแหกวงล้อมหนีตำรวจ อ้างยาไอซ์ดีดใจสั่นจนแหกโค้งไปชนคน ก่อนสุดท้ายไปจนมุม รับว่าเป็นอดีตแอดมินแก๊งสแกมเมอร์ในจังหวัดสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา โดยอยู่ใน “แก๊งสแกมเมอร์แบบฟิวแฟน หลอกลงทุนให้เทรดหุ้น”
เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 เวลาประมาณ 12.30 น.
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร.
พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.
พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.
พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น.
สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., และ พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น.
ทำการจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย หลังขยายผลจากการสืบสวนยาเสพติดออนไลน์ พบพฤติการณ์และเส้นทางการเงินที่มีรูปแบบคล้ายเครือข่ายอาชญากรรม เมื่อสืบสวนพบว่าเป็นขบวนการเครือข่ายมิจฉาชีพหลอกขายสินค้า ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมาก และคนร้ายมีการแบ่งหน้าที่ตั้งแต่กลุ่มหลอกผู้เสียหายฝั่งประเทศเมียนมา บัญชีม้ารับเงิน เครือข่ายม้าสายถอนในประเทศไทย ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายเงิน จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ดังนี้:
นายบุณยวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี ภูมิลำเนา แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกำแพงเพชรที่ จ.323/2569 ลงวันที่ 6 ส.ค. 2569 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน , กระทำความผิดฐานฟอกเงิน”
ตรวจสอบพบข้อมูลการถูกดำเนินคดีเป็นจำนวน 14 คดี (สน.พระโขนง, สน.บางนา, สน.ประเวศ, สน.สายไหม, สน.บางโพงพาง, สน.ทุ่งสองห้อง, บก.สอท.1, สภ.ปางศิลา จ.กำแพงเพชร, สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี, สภ.แม่โจ้ จ.เชียงใหม่, สภ.เมืองสระบุรี, สภ.จอหอ จ.นครราชสีมา, สภ.สำโรงเหนือ)
ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่า “ร่วมกันเป็นอั้งยี่และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองและเสพฯ”
น.ส.ลลิตา หรือ “อุ้ยอ้าย” (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ภูมิลำเนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันเป็นอั้งยี่และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองและเสพฯ”
น.ส.นาคตยา (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ภูมิลำเนา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกำแพงเพชรที่ จ.324/2569 ลงวันที่ 6 ส.ค. 2569 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน , กระทำความผิดฐานฟอกเงิน”
ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่า “มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ซ่อนเร้น จำหน่าย ช่วย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นสิ่งของต้องห้ามนำเข้าราชอาณาจักร”
ในส่วนของข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่” อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป
สถานที่จับกุม:
ผู้ต้องหาที่ 1: ถนนพระราม 2 ซอย 47 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ
ผู้ต้องหาที่ 2: ถ.พุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ
ผู้ต้องหาที่ 3: ซอยประชาอุทิศ 33 แยก 10 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ
ตรวจยึดของกลาง:
ยาไอซ์ จำนวน 3 ถุง
เคตามีน จำนวน 1 ถุง
เงินสด 50,000 บาท
โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง (พบข้อมูลการสนทนาจากหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์ให้ตระเวนทำรายการธุรกรรมตามที่ต่าง ๆ จำนวนมาก)
สลิปการถอน/ฝากเงินสด จำนวนมาก
พฤติการณ์ในการกระทำความผิด
สืบเนื่องจาก พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. สืบสวนขยายผลกลุ่มเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดย่านทุ่งครุ ได้พบเบาะแสถึงชาย-หญิงคู่หนึ่ง ระหว่างการสืบสวนสะกดรอยเพื่อทำการจับกุม ชุดสืบสวนกลับพบพฤติกรรมพกเงินสดจำนวนมากแล้วตระเวนทำธุรกรรมไปทั่ว โดยตระเวนถอนเงินจนมีเงินสดเต็มกระเป๋าสะพาย และจะก้มแชทสนทนาในโทรศัพท์เกือบตลอดเวลาในลักษณะมีคนคอยสั่งการผ่านโทรศัพท์
หลังชุดสืบสวนรายงานข้อมูล พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.ทำการสืบสวนแกะรอยสองสามีภรรยาคู่นี้โดยละเอียด จนค้นพบว่าทั้งคู่เป็นหัวใจสำคัญในประเทศไทยของแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเมียนมา โดยมีหน้าที่ทำธุรกรรมให้กับระดับบอสด้วยการตระเวน “ถอนเงินแบบไม่ใช้บัตร” ก่อนรวบรวมแล้วฝากเงินสดเข้าไปยังบัญชีม้าตามคำสั่งของบอส
ต่อมา พล.ต.ต.ธีรเดชฯ นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ติดตามมาจนถึงถนนพระราม 2 ซอย 47 ผู้ต้องหาที่ 1 ได้พยายามทำธุรกรรมถอนเงินสดที่บริเวณตู้ ATM เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม ขณะเดียวกัน น.ส.อุ้ยอ้าย ซึ่งนั่งรอสังเกตการณ์อยู่บนรถ ได้กระโดดจากเบาะข้างคนขับมาเป็นผู้ขับ ก่อนเหยียบคันเร่งหนีฝ่าการจับกุมของเจ้าหน้าที่
การไล่ล่าบนท้องถนนเป็นไปอย่างดุเดือด คนร้ายขับรถฝ่าไฟแดง แหกโค้งชนกับรถของประชาชนจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนขับไปหลบซ่อนในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่าน ถ.พุทธบูชา แต่ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ติดตามจนพบและสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด จากการตรวจค้นรถยนต์พบยาไอซ์และอุปกรณ์การเสพอยู่ภายในรถ
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักภายในซอยประชาอุทิศ 33 แยก 10 พบ น.ส.นาคตยา ผู้ต้องหาตามหมายจับ พร้อมของกลางเคตามีนและสลิปการทำธุรกรรมจำนวนมาก จากการตรวจสอบพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า แก๊งสแกมเมอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบ โดยหันมาใช้ม้าตระเวนถอนเงินแบบ “ไม่ใช้บัตร” ซึ่งผู้สั่งการจะส่งภาพ QR Code หรือรหัสถอนเงินสดผ่าน Telegram หรือ LINE ให้ผู้ต้องหานำไปสแกนหรือป้อนหน้าตู้ ATM แทนการใช้บัญชีม้ามาสแกนหน้าเพื่อโอนเงินแบบเดิม
กลลวง “โกคาร์ททิพย์” : คลิปมีจริง แต่ของไม่มีจริง
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ทำการสืบสวนจนพบพยานหลักฐานยืนยันว่า กลุ่มบัญชีม้าที่สองสามีภรรยาคู่นี้ตระเวนทำธุรกรรมผ่านตู้ ATM ล้วนถูกผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์ (Case ID) ไว้จำนวนมาก โดยทั้งหมดเป็นแผนประทุษกรรมรูปแบบใหม่ “กินน้อยแต่กินนาน” สลัดภาพการหลอกลวงแบบเดิมที่เคยตบทรัพย์ก้อนโต แล้วหันมาใช้มุกไทยเดิมด้วยการเปิดเพจปลอมขายสารพัดสินค้าในชีวิตประจำวัน
วิธีการกระทำผิด: คนร้ายใช้ช่องทาง TikTok โฆษณาขาย “รถโกคาร์ท” ในราคาถูก ภายในช่องมีทั้งคลิปรถโกคาร์ทหลายรุ่น คลิปทดลองขับ และภาพสินค้าจำนวนมากโพสต์อย่างต่อเนื่อง จนดูเสมือนเป็นร้านค้าที่มีสินค้าพร้อมจำหน่ายจริง ประกอบกับราคาที่จูงใจทำให้มีประชาชนสนใจติดต่อสอบถามและโอนเงินสั่งซื้อ แต่เมื่อโอนเงินแล้วกลับไม่มีการส่งสินค้าให้
กลโกง: กลุ่มมิจฉาชีพนำคลิปจากหลายแหล่งมารวบรวมไว้ในช่องของตัวเอง สร้างภาพให้ดูเหมือนมีสินค้าพร้อมจำหน่าย “คลิปมีจริง แต่ของไม่มีจริง”
เมื่อสืบสวนต่อไปจึงพบว่า “โกคาร์ท” เป็นเพียงหนึ่งในสินค้าที่ถูกนำมาใช้ แก๊งดังกล่าวยังใช้วิธีเดียวกันหลอกขายสินค้าอีกหลายประเภทโดยเปลี่ยนไปตามความสนใจของประชาชน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ เมื่อผู้เสียหายโอนเงิน เงินจะเข้าสู่บัญชีม้า จากนั้นเครือข่ายม้าสายถอนในประเทศไทยจะคอยเฝ้ายอด สลับกันตระเวนถอนเงินจากหลายจุด นำเงินสดมารวบรวม ก่อนนำกลับไปฝากผ่านเครื่อง CDM/ATM+ เพื่อเคลื่อนย้ายเงินต่อไปอีกทอดหนึ่ง ซึ่งชุดสืบสวนพบว่าปลายทางเงินถูกนำไปซื้อทองคำ
เจาะลึกคำสารภาพ : จากแอดมินสีหนุวิลล์สู่ขบวนการม้ากดเงิน
ในชั้นจับกุม นายบุณยวัฒน์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยเปิดเผยเรื่องราวชีวิตในวงจรอชากรรมว่า:
“ในช่วงวิกฤติ COVID-19 ตนเองกับแฟนสาวได้เดินทางไปทำงานเป็นแก๊งสแกมเมอร์ในจังหวัดสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา โดยอยู่ในแก๊งสแกมเมอร์แบบฟิวแฟน หลอกลงทุนให้เทรดหุ้น จนมีความชำนาญ
วิธีการหลอกจะใช้รูปแบบฟิวแฟนสร้างตัวตน LINE ปลอมขึ้นมา ตระเวนหาเบอร์โทรศัพท์ของข้าราชการแล้วแอด LINE ไปหา แกล้งทักผิดโดยเลือกเหยื่อที่เป็นข้าราชการชายที่มีฐานะ ชวนคุยเรื่องบ้านหรือที่ดินไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หากคุย 10 คน จะสามารถหลอกได้ทั้ง 10 คน ค่าตอบแทนที่ได้คือนอกจากเงินเดือน 18,000 บาทแล้ว ยังจะได้เปอร์เซ็นต์จากยอดที่หลอกได้อีก 10-15%
ตนทำงานอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี กระทั่งเกิดความไม่สงบที่ชายแดน ตนจึงขอกลับ แต่บอสชาวจีนกลัวว่าตนจะไม่กลับมา จึงให้วางเงินสด 900,000 บาท ไว้เป็นประกัน แต่ตนตัดสินใจยอมเสียเงินเพื่อกลับประเทศไทย เหลือเงินกลับมาเพียง 200,000 บาท
เมื่อกลับมาเปิดร้านขายหมูปิ้งแล้วเจ๊ง จึงได้ติดต่อไปหาพี่คนหนึ่งที่เคยทำงานร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันเป็นระดับบอสในฝั่งประเทศเมียนมาแล้ว และเริ่มมาทำงานเป็นม้าคอยกดเงินตามตู้ ATM วันละ 100,000 ถึง 500,000 บาท จนกระทั่งถูกจับกุมในครั้งนี้”
นายบุณยวัฒน์ ยังได้ฝากเตือนเป็นประโยชน์แก่ประชาชนว่า รูปแบบการหลอกลวงจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา โดยปัจจุบันวิธีการและโยกเงินต่าง ๆ นั้น คนจีนไม่ได้เป็นคนคิด แต่เป็นคนไทยหลายคนที่ก้าวขึ้นเป็นระดับบอสเทียบเท่าคนจีน และส่วนใหญ่ได้ย้ายฐานจากการทำงานในประเทศกัมพูชาไปยังประเทศลาวและเมียนมาแล้ว
ฝากเตือนจากชุดจับกุม
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า:
“เรื่องนี้เริ่มจากการสั่งการให้ชุดสืบสวนเฝ้าระวังการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดทางออนไลน์ แต่พบพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงไปถึงความเสียหายของประชาชนจำนวนมาก เราไม่สามารถมองผ่านได้ เพราะสิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงการซื้อของแล้วไม่ได้ของ แต่เป็นขบวนการที่ใช้วิธีเดียวกันหลอกประชาชนซ้ำ ๆ และมีการรับช่วงจัดการเงินกันเป็นระบบ
ผู้เสียหายบางรายเสียเงินหลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่น ถ้ามองทีละรายอาจดูไม่มาก แต่เมื่อวิธีเดียวกันถูกใช้กับคนจำนวนมาก เงินเล็กน้อยของประชาชนก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ของขบวนการ แล้วนำเงินที่ได้มาใช้ในการซื้อยาเสพติด
การสืบสวนจึงต้องไม่หยุดอยู่แค่บัญชีที่รับเงิน แต่ต้องตามให้รู้ถึงผู้ร่วมขบวนการ ใครหลอก ใครถอน ใครรวบรวม เงินไปไหน และสุดท้ายเปลี่ยนเป็นอะไร เพราะถ้าจับเพียงบัญชีม้า แต่กลไกข้างหลังยังอยู่ ขบวนการก็สามารถเปิดช่องใหม่ เปลี่ยนสินค้าใหม่ และสร้างผู้เสียหายรายใหม่ได้อีก
วันนี้สิ่งที่เห็นบนหน้าจออาจเป็นโกคาร์ท พรุ่งนี้อาจเป็นสินค้าอย่างอื่น คลิปอาจเป็นของจริง รถอาจมีอยู่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่นำมาโพสต์มีสินค้านั้นขายจริง จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบผู้ขายและช่องทางการชำระเงินให้รอบคอบ โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาถูกผิดปกติ อย่าตัดสินใจโอนเงินเพียงเพราะเห็นภาพหรือคลิปที่ดูน่าเชื่อถือ
ส่วนผู้ที่คิดจะเปิดหรือขายบัญชีให้ผู้อื่นนำไปใช้ ขอให้หยุด เพราะบัญชีของคุณอาจเป็นทางผ่านของเงินจากผู้เสียหายจำนวนมาก ค่าจ้างที่ได้อาจใช้หมดในไม่กี่วัน แต่คดีและอิสรภาพที่ต้องเสียอาจติดตัวไปอีกนาน หยุดเถอะครับ อย่าเปิดบัญชีม้า เพราะไม่มีเงินจำนวนไหนคุ้มกับอิสรภาพของคุณ”
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม ส่วนผู้ต้องหาที่ 3 นำตัวส่ง สน.ราษฎร์บูรณะ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สืบนครบาล 5 ร่วมสืบบางนา เปิดปฏิบัติการแกะรอยเว็บพนัน BETCENTER บุก 3 จุด รวบ 9 ราย ยึดของกลาง 49 รายการ
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 กก.สส.บก.น.5 หรือ สืบนครบาล 5 ร่วมกับฝ่ายสืบสวน สน.บางนา เปิดปฏิบัติการสืบสวนแกะรอยเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ BETCENTER หลังสืบทราบว่ามีการลักลอบเปิดให้บริการพนันออนไลน์ โดยแบ่งหน้าที่กันเป็นแอดมินดูแลระบบ ตอบแชทลูกค้า จัดโปรโมชั่น แ










