วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 16, 2026
หน้าแรกภูมิภาคปทุมธานี ตร.สืบสวนปากคลองรังสิตบุกช่วย 2 นศ.ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้กักขังตัวเองและให้โอนเงิน สูญเงิน 9 แสนบาท

ปทุมธานี ตร.สืบสวนปากคลองรังสิตบุกช่วย 2 นศ.ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้กักขังตัวเองและให้โอนเงิน สูญเงิน 9 แสนบาท

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 พ.ต.อ.พัฒนชัย ภมรพิบูลย์ ผู้กำกับการ สภ.ปากคลองรังสิต พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิรภพ บัวหลวง รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ปากคลองรังสิต, พ.ต.ต.อิทธิพล พุทธรักษา สารวัตรสืบสวน สภ.ปากคลองรังสิต และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมกันแถลงผลการช่วยเหลือนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 จำนวน 2 คน ที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกให้กักขังตัวเอง พร้อมบังคับให้โอนเงินคนละ 450,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 900,000 บาท
พ.ต.อ.พัฒนชัย ภมรพิบูลย์ เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวเป็นรูปแบบการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ที่อ้างว่าจะคัดเลือกนักศึกษาไปศึกษาต่อในต่างประเทศ พร้อมส่งเอกสารปลอมที่แอบอ้างว่าออกโดยมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินและตัดขาดการติดต่อกับบุคคลภายนอก จนทำให้มีผู้เสียหายเป็นนักศึกษาจำนวน 2 ราย สูญเงินรวมกว่า 900,000 บาท
ด้าน พ.ต.ท.สิรภพ บัวหลวง รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ปากคลองรังสิต กล่าวว่า จากการสืบสวนพบว่าเป็นลักษณะของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้วิธีคล้ายการเรียกค่าไถ่ โดยตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์พบว่ามีการใช้งานจากต่างประเทศ
ต่อมาในช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากหอพักของผู้เสียหายรายแรก พบว่าเมื่อช่วงสายของวันที่ผ่านมาได้เดินทางไปยังรีสอร์ตแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงพบว่าผู้เสียหายได้ออกจากรีสอร์ตแล้ว
จากการไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดอย่างต่อเนื่อง พบว่า “น้องเต” อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ได้เข้าพักอยู่ที่หอพักแห่งหนึ่งไม่ไกลจากรีสอร์ต โดยพบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจอดอยู่บริเวณหอพัก เจ้าหน้าที่จึงประสานผู้ดูแลหอพักเข้าตรวจสอบ
เมื่อเปิดห้องเข้าไป พบ “น้องเต” อยู่ภายในห้อง พร้อมกับ “น้องปลื้ม” อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 อีกคน ซึ่งถูกใช้ผ้าขนหนูมัดบริเวณข้อเท้า เจ้าหน้าที่จึงรีบแสดงตัวว่าเป็นตำรวจตัวจริง และเข้าช่วยเหลือทั้งสองคนได้อย่างปลอดภัยเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันนี้
เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ตลอดเวลาที่เกิดเหตุ คนร้ายได้วิดีโอคอลติดตามผู้เสียหายตลอดเวลา เพื่อควบคุมพฤติกรรมและสั่งการทุกขั้นตอน แม้ขณะเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ คนร้ายก็ยังเห็นภาพผ่านการวิดีโอคอลทั้งหมด
พ.ต.ท.สิรภพ ยังฝากเตือนไปยังประชาชน โดยเฉพาะผู้ปกครองและนักศึกษา ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีนโยบายวิดีโอคอลให้ผู้เสียหายกักขังตัวเอง หรือสั่งให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี หากพบเหตุลักษณะดังกล่าวให้รีบติดต่อสถานีตำรวจในพื้นที่ทันที และอย่าหลงเชื่อหรือโอนเงินเด็ดขาด
นางเดือน อายุ 45 ปี มารดาของน้องปลื้ม เปิดเผยว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ลูกชายโทรศัพท์มาขอเงินจำนวน 350,000 บาท โดยบอกว่าดีใจที่กำลังจะได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ตนจึงพยายามรวบรวมเงินและโอนให้ก่อน 200,000 บาท ก่อนที่ลูกชายจะโทรมาแจ้งว่าจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่ม จึงโอนให้อีก รวมเป็นเงิน 350,000 บาท
ต่อมาในช่วงเย็นของวันจันทร์ ลูกชายแจ้งว่าไม่สามารถนำเงินออกจากบัญชีได้ โดยมีเงินอยู่ในบัญชี 2 บัญชี เป็นจำนวน 100,000 บาท และ 350,000 บาท รวมความเสียหาย 450,000 บาท
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ตนวิดีโอคอลหาลูกทุกวัน แต่ไม่ทราบว่าลูกถูกสั่งให้ทำอะไรบ้าง กระทั่งคนร้ายพยายามหลอกว่าจะต้องโอนเงินเพิ่มเติมสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ ตนเริ่มผิดสังเกต จึงค้นหาข้อมูลและพบว่าเป็นกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อีกทั้งยังทราบว่าเฟซบุ๊กของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยถูกปลอมขึ้นมาเพื่อใช้หลอกนักศึกษา จึงรีบประสานตำรวจ กระทั่งได้รับแจ้งว่าลูกชายได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยแล้ว
ขณะที่ นายต้า อายุ 23 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นญาติของน้องเต กล่าวว่า ผู้ปกครองของน้องเตได้โทรศัพท์มาขอให้ช่วยตามหา เนื่องจากไม่สามารถติดต่อได้ ตนจึงขอคีย์การ์ดจากหอพักเข้าไปตรวจสอบ แต่ไม่พบตัวน้อง ก่อนจะประสานผู้ปกครองและเดินทางเข้าแจ้งความเมื่อช่วงเย็นของวันที่ผ่านมา
นายต้า เล่าว่า ก่อนหน้านี้คุณพ่อของตนยังบอกว่า น้องเตได้โทรมายืมเงินจำนวน 50,000 บาท และมีการโอนเงินให้ไปแล้ว เมื่อขึ้นไปหาที่ห้องพัก ยังได้ยินน้องกำลังพูดคุยกับใครบางคนผ่านโทรศัพท์ ก่อนจะบอกปลายสายว่ามีญาติมาหา จึงเริ่มสงสัยว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น และตัดสินใจเข้าแจ้งความ กระทั่งในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบสวนติดตามและเข้าช่วยเหลือนักศึกษาทั้งสองคนไว้ได้อย่างปลอดภัย พร้อมอยู่ระหว่างขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

Ad 1
Ad 2