วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 18, 2026
หน้าแรกการเมืองเต้ มงคลกิตติ์” ควง “หน่อง ภาสพงศ์” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลุยหาเสียงหนองแขม–สวนลุมพินี ชูนโยบายแยกขยะ รับซื้อถึงหน้าบ้าน ดัน “สร้อยไข่มุกอ่าวไทย”...

เต้ มงคลกิตติ์” ควง “หน่อง ภาสพงศ์” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลุยหาเสียงหนองแขม–สวนลุมพินี ชูนโยบายแยกขยะ รับซื้อถึงหน้าบ้าน ดัน “สร้อยไข่มุกอ่าวไทย” แก้น้ำท่วม พร้อมเสนอ กทม. รับอุปการะเด็กจากครอบครัวไม่พร้อม ย้ำไม่สนับสนุนการทำแท้ง

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

นายภาสพงศ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กลุ่ม “กรุงเทพฯ บินได้” พร้อมด้วยนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้” ลงพื้นที่หาเสียงที่โรงกำจัดขยะมูลฝอยหนองแขมและสวนลุมพินี โดยนำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ การแก้ปัญหาน้ำท่วม และการเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ

 

นายภาสพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีปริมาณขยะประมาณวันละ 10,000 ตัน ขณะที่กำลังการกำจัดขยะของศูนย์กำจัดขยะอ่อนนุชและหนองแขมรวมกันอยู่ที่ประมาณ 3,200 ตันต่อวัน จึงยังไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้ต้องเร่งแก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยนโยบายของกลุ่ม “กรุงเทพฯ บินได้” จะส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง แบ่งเป็นขยะอาหาร ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล และขยะที่สามารถขายได้

 

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมจัดเก็บขยะสำหรับประชาชนที่คัดแยกขยะอย่างถูกต้อง พร้อมจัดให้มีระบบรับซื้อขยะรีไซเคิลถึงหน้าบ้านผ่านรถของกรุงเทพมหานคร เพื่อจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วม และลดปริมาณขยะลงเหลือประมาณ 5,000 ตันต่อวัน ให้สอดคล้องกับศักยภาพการกำจัดขยะของเมือง

 

ด้านนายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหาระยะยาวของกรุงเทพมหานคร คือ “โครงการสร้อยไข่มุกอ่าวไทย” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลและหลายจังหวัดริมอ่าวไทย โดยมีเป้าหมายสร้างแนวกั้นระหว่างน้ำทะเลและน้ำจืด เพื่อป้องกันปัญหาน้ำทะเลหนุนและกรุงเทพมหานครจมต่ำกว่าระดับน้ำทะเลในอนาคต

 

นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการทรุดตัวของพื้นดินและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งในอีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า หลายพื้นที่อาจมีระดับต่ำกว่าน้ำทะเล การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถอาศัยเพียงการขยายท่อระบายน้ำ แต่จำเป็นต้องมีโครงสร้างขนาดใหญ่รองรับ โดยแนวคิดดังกล่าวจะรวมถึงการสร้างเกาะเทียม การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง และการนำขยะที่ไม่สามารถกำจัดด้วยวิธีอื่นมาอัดเป็นก้อนเพื่อนำไปใช้ถมทะเลในพื้นที่บางขุนเทียน เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่งที่ถูกน้ำทะเลรุกล้ำ รวมทั้งสร้างแหล่งท่องเที่ยวและเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

 

พร้อมกันนี้ ยังมีแนวคิดปรับปรุงระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครใหม่ทั้ง 50 เขต โดยออกแบบให้สอดคล้องกับระดับพื้นที่แต่ละเขต และเสริมความแข็งแรงของระบบท่อด้วยเสาเข็ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงฝนตกหนัก

 

สำหรับนโยบายด้านครอบครัวและประชากร นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2569 จะมีเด็กเกิดใหม่เพียงประมาณ 350,000 คน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรและฐานภาษีของประเทศในอนาคต

 

จึงเสนอให้กรุงเทพมหานครเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือกรณีพ่อแม่วัยรุ่นหรือครอบครัวที่ไม่มีความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตร โดย กทม. จะทำหน้าที่รับอุปการะเด็กไว้ชั่วคราว เปรียบเสมือนเป็น “พ่อแม่ของเด็ก” ดูแลด้านการศึกษา สวัสดิการ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต จนกว่าครอบครัวจะมีความพร้อมกลับมารับเลี้ยงดู หรือจนเด็กสามารถพึ่งพาตนเองได้

 

นายมงคลกิตติ์ ยังระบุว่า แม้ปัจจุบันกฎหมายจะอนุญาตให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะอายุครรภ์ไม่เกิน 20 สัปดาห์ แต่โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการทำแท้ง เพราะมองว่าหากประเทศต้องการเพิ่มจำนวนประชากร การส่งเสริมให้มีการยุติการตั้งครรภ์ย่อมขัดแย้งกับเป้าหมายดังกล่าว ดังนั้นแนวทางของกลุ่ม “กรุงเทพฯ บินได้” คือการช่วยรับอุปการะและดูแลเด็กที่เกิดจากครอบครัวไม่พร้อม เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเติบโตอย่างมีคุณภาพ

 

นอกจากนี้ ยังเสนอนโยบายส่งเสริมสุขภาพประชาชน การออกกำลังกาย และการพัฒนาโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครบางแห่งให้เป็นศูนย์ด้านศัลยกรรมและการฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงแนวคิดผลักดันการเดินทางด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคต

 

ส่วนด้านคมนาคม นายมงคลกิตติ์ เสนอให้ศึกษาแนวทางปรับรูปแบบการให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง โดยส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันมากขึ้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านราคา ลดข้อพิพาทระหว่างผู้โดยสารและผู้ขับขี่ และเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถรับงานได้หลากหลายประเภทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบดังกล่าว จำเป็นต้องพิจารณามาตรการรองรับผู้ถือครองสิทธิ์วินรถจักรยานยนต์รับจ้างในปัจจุบันด้วยเช่นกัน

 

ภาสพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีเหตุยิงกันภายในวินรถจักรยานยนต์รับจ้างย่านห้วยขวางว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงเห็นว่าควรมีการศึกษานำวินรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้าสู่ระบบแอปพลิเคชันในลักษณะเดียวกับแพลตฟอร์มเรียกรถสาธารณะอื่น ๆ เพื่อให้เกิดมาตรฐานด้านราคา ความโปร่งใสในการให้บริการ และลดข้อขัดแย้งระหว่างผู้ขับขี่กับผู้โดยสาร

 

ภาสพงศ์ ระบุว่า การให้บริการผ่านแอปพลิเคชันจะช่วยให้ค่าโดยสารถูกคำนวณตามระยะทางและช่วงเวลาการใช้งานอย่างชัดเจน ผู้ใช้บริการสามารถทราบค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ขณะที่ผู้ขับขี่ก็มีโอกาสรับงานได้หลากหลาย ทั้งรับส่งผู้โดยสาร ส่งอาหาร หรือรับส่งพัสดุ โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะการรอผู้โดยสารประจำจุดวินเท่านั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่เหตุรุนแรงได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม หากมีการปรับเปลี่ยนระบบดังกล่าว จำเป็นต้องมีมาตรการรองรับและเยียวยาผู้ที่ถือครองสิทธิ์วินรถจักรยานยนต์รับจ้างในปัจจุบันควบคู่กันไปด้วย.

Ad 1
Ad 2