เจาะลึกกลโกง “ข้าวไม่เต็มถัง” มหกรรมปล้นเงียบผู้บริโภค นานนับปีที่ อย. และ พาณิชย์ แกล้งมองไม่เห็น?
ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ปากท้องของประชาชนต้องพึ่งพาข้าวสารเป็นอาหารหลักทุกมื้อ สิ่งที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่ปัญหาสินค้าราคาแพงตามกลไกตลาด แต่คือ “ขบวนการโกงตราชั่ง” ที่เอาเปรียบกันอย่างหน้าชื่นตาบาน ปัญหา “ข้าวหนึ่งถัง” ที่ตามมาตรฐานกฎหมายไทยต้องมีน้ำหนักสุทธิ 15 กิโลกรัม แต่ในความเป็นจริง กลับพบว่าข้าวสารบรรจุถุงที่วางขายตามท้องตลาดหลายแห่ง มีน้ำหนักจริงเพียง 14 กิโลกรัม หรือต่อให้ “รวมน้ำหนักถุงพลาสติก” เข้าไปด้วย ก็ยังดิ่งไม่ถึงเกณฑ์ 15 กิโลกรัมอยู่ดี
แต่สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ ราคาที่เรียกเก็บจากผู้บริโภค กลับถูกคิดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เสมือนว่าได้สินค้าเต็มจำนวน!
เปิดสมการความสูญเสีย: ส่วนต่าง 1 กิโลกรัม เงินไหลเข้ากระเป๋าใคร?
หากมองผิวเผิน น้ำหนักที่หายไป 1 กิโลกรัม อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้ซื้อรายบุคคล แต่ลองมาคำนวณในเชิงพาณิชย์และระดับมหภาค จะเห็นถึงเม็ดเงินมหาศาลที่ถูก “ปล้น” ไปจากกระเป๋าประชาชน:
ต่อถัง: หายไป 1 กิโลกรัม (คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียประมาณ 30-50 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทข้าว)
ต่อโรงงาน/ผู้ค้า (วันละ 1,000 ถุง): ยักยอกน้ำหนักได้ 1,000 กิโลกรัม (1 ตัน) หรือสร้างกำไรมิชอบสูงถึง 30,000 – 50,000 บาทต่อวัน
ต่อปี: เม็ดเงินสะพัดจากการโกงนี้อาจสูงถึง หลายสิบล้านบาท ที่เปลี่ยนเป็นกำไรส่วนต่างบนความทุกข์ยากของประชาชน
บทสะท้อนความเหลื่อมล้ำ: ประชาชนจ่ายเงินเต็มจำนวนด้วยความซื่อสัตย์ แต่กลับได้สินค้าที่ขาดแคลน เป็นการซ้ำเติมค่าครองชีพในยุคที่เงินทองหายาก
หน่วยงานรัฐ “เกียร์ว่าง” ปล่อยคาราคาซังมาเป็นปี
คำถามสำคัญที่สังคมกำลังตั้งขบวนถามอย่างดุเดือดคือ “หน่วยงานภาครัฐหายไปไหนหมด?”
ผู้บริโภคจำนวนมากสะท้อนเสียงเป็นเสียงเดียวกันว่า ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เห็นและทนอยู่กับพฤติกรรมเอาเปรียบแบบนี้มา “นานเป็นปีๆ” แล้ว แต่กลับไม่มีความคืบหน้าในการปราบปรามอย่างจริงจัง
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลฉลากอาหารและปริมาณสุทธิที่แสดงบนบรรจุภัณฑ์ เหตุใดจึงปล่อยให้สินค้าที่แสดงข้อมูลเท็จ (ฉลากระบุ 15 กิโลกรัม แต่น้ำหนักจริงไม่ถึง) วางขายเกลื่อนตลาดได้นานขนาดนี้? การสุ่มตรวจมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ หรือทำเพียงแค่รอให้มีผู้ร้องเรียน?
กรมการค้าภายใน (กระทรวงพาณิชย์): ซึ่งดูแลเรื่องตราชั่งและ พ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด โดยตรง กำลังปล่อยให้ผู้ประกอบการหัวหมอละเมิดกฎหมายอย่างท้าทายอำนาจรัฐหรือไม่?
สรุป: ถึงเวลาล้างบาง “พวกโกงเงียบ”
การโกงน้ำหนักข้าวสารไม่ใช่เรื่องของการค้าขายที่ผิดพลาดชั่วครั้งชั่วคราว แต่ส่อแววเป็น “เจตนาทุจริตเชิงระบบ” ที่ผู้ค้าบางกลุ่มอาศัยช่องโหว่จากการที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ได้พกตราชั่งไปซื้อของ เพื่อตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวเอง
หาก อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงทำงานแบบ “เช้าชามเย็นชาม” ปล่อยให้ปัญหานี้คาราคาซังต่อไป ไม่เพียงแต่จะแสดงถึงความไร้น้ำยาในการปกป้องประชาชน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณให้พวกมิจฉาชีพในคราบพ่อค้าแม่ค้าได้ใจ และขยายวงการโกงไปยังสินค้าประเภทอื่นๆ ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
ถึงเวลาที่ อย. และกระทรวงพาณิชย์ ต้องตื่นจากตื่นนอน ออกทำงานเชิงรุก ล้างบางไอ้พวกโกงตราชั่งให้หมดไปจากสังคมไทยเสียที!



