วันอาทิตย์, มิถุนายน 7, 2026
หน้าแรกอาชญากรรมรวบเครือข่าย “ม้าสแกนหน้า” ข้ามแดน! รวบหนุ่มรับจ้างดูดเงินเหยื่อ 3 คดีรวด เปิดกลโกงแสบอ้างชื่อกระทรวงยุติธรรมลวงซ้ำซ้อน

รวบเครือข่าย “ม้าสแกนหน้า” ข้ามแดน! รวบหนุ่มรับจ้างดูดเงินเหยื่อ 3 คดีรวด เปิดกลโกงแสบอ้างชื่อกระทรวงยุติธรรมลวงซ้ำซ้อน

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (คอมมาโด) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ., และ พ.ต.อ.ศตวรรษ บุญมี ผกก.1 บก.ปพ. ได้สั่งการให้ทีมสืบสวนนำโดย พ.ต.ท.จตุพร ติกแก้ว สว.กก.1 บก.ปพ. เข้าจับกุมตัวนายพิทยา (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับจากศาลจังหวัดสมุทรปราการ, ศาลจังหวัดเชียงใหม่ และศาลจังหวัดชัยนาท ซึ่งตกเป็นตัวการสำคัญในเครือข่ายมิจฉาชีพที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

เปิดพฤติการณ์ของนายพิทยานั้นถือเป็นรูปแบบอาชญากรรมยุคใหม่ที่ใช้ความซับซ้อนในการหลอกลวงเหยื่อ เริ่มจากการหลอกลวงแม่ค้าออนไลน์ในพื้นที่สมุทรปราการให้เปิดร้านและโอนเงินสร้างเครดิตบนเว็บไซต์ “NEXEEDS” สูญเงินไปกว่า 173,140 บาท ไปจนถึงอุบายที่เหี้ยมเกรียมที่สุดคือการหลอกซ้ำเติมเหยื่อเก่าในพื้นที่เชียงใหม่ โดยมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ “กระทรวงยุติธรรม” โทรศัพท์ลวงผู้เสียหายที่เคยถูกโกงมาก่อนว่าหน่วยงานมีนโยบายช่วยเหลือดึงเงินคืน แต่มีเงื่อนไขให้เหยื่อโอนเงินเพิ่มเพื่อ “ทำภารกิจโจมตีเว็บไซต์มิจฉาชีพ” ส่งผลให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินซ้ำไปอีก 16,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีกรณีในจังหวัดชัยนาทที่หลอกให้ทำกิจกรรมรับค่าคอมมิชชันออนไลน์ผ่านบัญชีม้าถึง 4 บัญชี จนเหยื่อสูญเงินไปอีก 70,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากทุกกรณีถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการแพร่ระบาดของแก๊งมิจฉาชีพในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

ในชั้นสอบสวน นายพิทยาได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนเองเป็นเพียงผู้ถูกหลอกให้ไปหางานทำผ่านทาง Facebook ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ก่อนจะถูกบังคับข้ามพรมแดนไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อทำหน้าที่เป็น “ม้าสแกนหน้า” ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนในฐานะเครื่องมือยืนยันตัวตนในการโอนเงินผิดกฎหมาย ซึ่งได้รับค่าตอบแทนเพียง 1,000 บาทเท่านั้น ก่อนจะถูกส่งตัวกลับเข้ามาในประเทศไทยผ่านทางช่องทางธรรมชาติในจังหวัดจันทบุรี

 

โดยล่าสุดต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 14.25 น. ที่บริเวณริมถนนซอยพระเทพรัตนโมลี 6 เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยชุดสืบสวนได้เฝ้าสังเกตการณ์จนพบตัวผู้ต้องหาขณะกำลังขับรถยนต์ตู้ทึบเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที ซึ่งเบื้องต้นนายพิทยายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง ก่อนถูกคุมตัวส่ง สน.จรเข้น้อย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ต้องหาจะอ้างว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของการถูกบังคับ แต่ในทางกฎหมาย การยินยอมเปิดบัญชีหรือสแกนหน้าให้ผู้อื่นนำไปใช้ในธุรกรรมที่ผิดกฎหมายนั้น ถือเป็นความผิดร้ายแรงตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับอย่างหนัก ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับประชาชนให้ตระหนักถึงภัยมืดจากการรับจ้างเปิดบัญชีหรือการให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะการสแกนใบหน้าที่เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงธุรกรรมการเงินส่วนตัว ซึ่งหากหลุดไปอยู่ในมือมิจฉาชีพแล้วจะกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของเหยื่ออีกนับไม่ถ้วนตามที่ปรากฏในคดีนี้

Ad 1
Ad 2