วันพุธ, มิถุนายน 3, 2026
หน้าแรกทั่วไปคลังรื้อใหญ่เกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ สกัดคนจนไม่จริง! บังคับเช็กรายคน-ห้ามมีบัตรเครดิต-จำกัดเงินฝากแสนเดียว ดีเดย์ลงทะเบียน 4-21 มิ.ย.นี้

คลังรื้อใหญ่เกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ สกัดคนจนไม่จริง! บังคับเช็กรายคน-ห้ามมีบัตรเครดิต-จำกัดเงินฝากแสนเดียว ดีเดย์ลงทะเบียน 4-21 มิ.ย.นี้

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

 

คลังรื้อใหญ่เกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ สกัดคนจนไม่จริง! บังคับเช็กรายคน-ห้ามมีบัตรเครดิต-จำกัดเงินฝากแสนเดียว ดีเดย์ลงทะเบียน 4-21 มิ.ย.นี้

กระทรวงการคลังเดินหน้าล้างไพ่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ ปรับหลักเกณฑ์ใหม่สุดเข้มงวด เปลี่ยนมาพิจารณารายบุคคลแทนรายครอบครัว จำกัดรายได้-เงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาท สกัดคนจนไม่จริง-กลุ่มนอมินีพ้นระบบ คาดช่วยลดจำนวนผู้ถือบัตรจากเดิม 13.18 ล้านคน และลดภาระงบประมาณรัฐบาล พร้อมเปิดให้ผู้ถือบัตรรายเดิมลงทะเบียนรับสิทธิ์รอบใหม่ 4-21 มิถุนายน 2569 นี้

คลังแถลงปรับเงื่อนไขใหม่ มุ่งเป้าช่วยเหลือ ‘กลุ่มเปราะบางตัวจริง’

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 – นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของมาตรการกระทรวงการคลัง โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การปรับปรุงหลักเกณฑ์และคุณสมบัติผู้มีสิทธิถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งจะเปิดให้ผู้ถือบัตรรายเดิมลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 4-21 มิถุนายน 2569 นี้

การปรับปรุงเกณฑ์ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดรอยรั่วและกลั่นกรองให้เงินงบประมาณช่วยเหลือไปถึงมือ “ผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางตัวจริง” โดยมีการเปลี่ยนผ่านเกณฑ์สำคัญจากการคิดเฉลี่ยรายครอบครัว มาเป็นการตรวจสอบ “รายบุคคล” อย่างเข้มงวด

เจาะลึก 5 เงื่อนไขใหม่ “คัดคนจนไม่จริง” ออกจากระบบ

กระทรวงการคลังได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณสมบัติ โดยหากผู้สมัครเข้าข่ายเกณฑ์ต้องห้ามข้อใดข้อหนึ่ง จะถูกปัดตกและตัดสิทธิ์ออกจากระบบทันที โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

1. รายได้และการจ่ายเงิน (รายบุคคล)

ต้องมีรายได้ หรือมีการจ่ายเงินให้กับผู้อื่น ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

ปรับจากเดิมที่ใช้เกณฑ์เฉลี่ยรายได้รวมของครอบครัว

2. ทรัพย์สินทางการเงินและการออม

ต้องมีเงินฝาก หรือสลากออมทรัพย์รวมกัน ไม่เกิน 100,000 บาท

ต้องไม่มีบัตรเครดิต

ต้องไม่มีบัญชีหุ้น ตราสารหนี้ หรือเป็นผู้ถือหุ้น/กรรมการบริษัท

ผู้จ่ายเบี้ยประกันชีวิตจะต้องไม่เกิน 12,000 บาทต่อคนต่อปี

3. วงเงินสินเชื่อและหนี้สิน

ปรับเงื่อนไขใหม่ โดยกำหนดให้วงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ปรับจากเดิมที่ยอมให้มีสินเชื่อบ้านได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และสินเชื่อรถยนต์ไม่เกิน 1 ล้านบาท

4. การถือครองอสังหาริมทรัพย์และยานพาหนะ

อสังหาริมทรัพย์: ยึดตามเกณฑ์ส่วนบุคคลเดิม คือ กลุ่มเกษตรกรต้องถือครองที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ และบุคคลทั่วไปไม่เกิน 1 ไร่

ยานพาหนะ: มีการเพิ่มเงื่อนไข ต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ (โดยคลังจะซิงค์ข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก) ยกเว้น รถจักรยานยนต์, รถยนต์สามล้อ, รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง และรถยนต์ที่ใช้เพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น

5. ขยายกลุ่มเป้าหมายต้องห้ามเพิ่มเติม

จากเดิมที่มีกลุ่มต้องห้ามอยู่แล้ว 4 กลุ่ม (เช่น นักบวช, ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐที่มีรายได้เกินแสน, ผู้รับบำนาญ, สส., สว. และผู้ต้องขัง) คลังได้ประกาศเพิ่มกลุ่มต้องห้ามใหม่อีก 5 กลุ่ม ได้แก่:

นักเรียน และนักศึกษา

ผู้ถือหุ้น / กรรมการบริษัท / ผู้มีบัญชีหุ้นและตราสารหนี้

ผู้ที่จ่ายเบี้ยประกันชีวิตเกินกว่า 12,000 บาทต่อปี

บุคคล (บิดา มารดา บุตร คู่สมรส) ที่มีผู้มีเงินได้นำชื่อไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี

ไทม์ไลน์การลงทะเบียนและการยืนยันสิทธิ์ (สำหรับรายเก่า และ รายใหม่)

กลุ่มผู้สมัคร แนวทางการดำเนินการ ช่องทางการลงทะเบียน

ผู้ถือบัตรรายเดิม (รายเก่า) ต้องลงทะเบียนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 4-21 มิ.ย. 2569 • แอปพลิเคชัน เป๋าตัง

• แอปพลิเคชัน ทางรัฐ

• เว็บไซต์โครงการฯ

• ตู้ ATM ธนาคารรัฐ

• สาขาของ 5 ธนาคารรัฐ (ธ.ก.ส., ออมสิน, กรุงไทย, ธอส., ธอท.)

ประชาชนกลุ่มใหม่ (รายใหม่) ยังไม่ต้องดำเนินการใดๆ ในช่วงนี้ กระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ลงพื้นที่สำรวจ คัดกรอง และจัดทำรายชื่อส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาตามเกณฑ์ต่อไป

กำหนดการประกาศผลและอุทธรณ์สิทธิ์

17 กรกฎาคม 2569: ประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ์รอบใหม่

17 – 31 กรกฎาคม 2569 (รวม 2 สัปดาห์): เปิดให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ยื่นอุทธรณ์หากพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง

16 สิงหาคม 2569: วันสิ้นสุดการยื่นเอกสารประกอบการพิจารณาอุทธรณ์

กันยายน 2569: กระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้เริ่มใช้สิทธิ์สวัสดิการรอบใหม่ทันที

คาดผู้ถือบัตรลดฮวบ ช่วยเซฟงบประมาณรัฐ

“การปรับหลักเกณฑ์ให้มีความเข้มงวดและเจาะลึกเป็นรายบุคคลในครั้งนี้ จะช่วยคัดกรองกลุ่มนอมินีหรือผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงออกไป ซึ่งกระทรวงการคลังเชื่อมั่นว่าจำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบใหม่นี้ จะลดลงจากยอดเดิมที่มีอยู่ราว 13.18 ล้านคนอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลดภาระการกู้เงินและการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว” นายลวรณ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวทิ้งท้าย

Ad 1
Ad 2