ปกครองเปิดปฏิบัติการ ‘ขจัดเหลือบราชสีห์’ ทลายขบวนการค้าปืนข้ามชาติ สวมสิทธิ์ปลอมใบ ป.3 กว่า 400 ใบ พบอดีตปลัดอำเภอเอี่ยว
เชียงราย — ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองเปิดปฏิบัติการสะเทือนวงการสีกากี บุกทลายเครือข่ายค้าอาวุธปืนข้ามชาติรายใหญ่ หลังพบเจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือกับนายทุน ปลอมเอกสารสวมสิทธิ์ใบ ป.3 กว่า 400 ใบ มูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท รวบผู้ต้องหาร่วมขบวนการแล้ว 4 ราย เร่งล่าตัวอดีตปลัดอำเภอเวียงแหงตัวการใหญ่
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.00 น. ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการป้องกันปราบปรามการทุจริต จัดระเบียบสังคม และปราบปรามผู้มีอิทธิพล นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง และศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง นำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมขบวนการค้าอาวุธข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง
จุดเริ่มแผนประทุษกรรม: ระบบไอทีฟ้อง ความผิดปกติ ป.3 นับร้อยใบ
ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นหลังจากกรมการปกครองตรวจพบความผิดปกติในระบบทะเบียนอาวุธปืนของอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ในห้วงปี 2565 – 2566 โดยพบว่ามีผู้ได้รับอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มีการนำมาออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ตามขั้นตอน ปกครองจึงสั่งการให้สืบสวนเชิงลึกจนพบว่า เป็นพฤติการณ์สวมสิทธิ์และปลอมแปลงเอกสารราชการรวมถึงปลอมลายมือชื่อเจ้าพนักงาน เพื่อนำไปใช้จัดซื้ออาวุธปืนโดยมิชอบ
จากหลักฐานดังกล่าว ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 5 ราย และหมายค้น 2 จุด ผลการปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 4 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางอาวุธปืนยาว 3 กระบอก และเครื่องกระสุนขนาดต่างๆ อีกกว่า 200 นัด
แฉขบวนการแบ่งเค้ก 4 กลุ่ม — “อดีตปลัด” ตัวการใหญ่สวมสิทธิ์
จากการขยายผลพบว่า เครือข่ายนี้ทำงานในลักษณะกลุ่มองค์กรอาชญากรรม (รูปแบบขบวนการ) มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย:
กลุ่มนายทุน สนับสนุนเงินทุน
กลุ่มนายหน้า ทำหน้าที่รับซื้ออาวุธปืนเพื่อส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
กลุ่มร้านค้าปืน ที่ร่วมทุจริต
กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ ทำหน้าที่สวมสิทธิ์และออกเอกสารปลอม
สำหรับผู้ต้องหารายสำคัญในคดีนี้คือ นายอภิสิทธิ์ จันทร์คำ หรือ “ปลัดโอ” อายุ 42 ปี อดีตปลัดอำเภอเวียงแหง ซึ่งปัจจุบันถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้วจากคดีสวมตัวทำบัตรประชาชนให้คนต่างด้าว โดยในคดีนี้ นายอภิสิทธิ์ทำหน้าที่ปลอมใบ ป.3 โดยแอบอ้างนำชื่อและเอกสารของข้าราชการฝ่ายปกครองในพื้นที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และ ชรบ. ที่ไม่ได้รู้เรื่องด้วย ไปออกใบ ป.3 ปลอมรวมแล้วกว่า 400 ใบ เพื่อหมุนเวียนซื้ออาวุธปืนทั้งปืนสวัสดิการและปืนร้านค้า (อาวุธปืนลูกซอง, ปืนยาว .22, ปืนพกสั้นขนาด 9 มม., .38 และ .380) หลุดรอดออกนอกระบบ สร้างรายได้มิชอบหลายล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการหลบหนีและเร่งติดตามตัว
ส่วนผู้ต้องหาสำคัญอีกรายที่ถูกจับกุมได้แล้วคือ นายณัฏฐวุฒน์ วัฒนภานันท์ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) อำเภอเชียงของ อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของนายอภิสิทธิ์ ทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อและเอกสารของชาวบ้าน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เน้นย้ำนโยบายชัดเจน:
“การปฏิบัติตามแนวทาง ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ และปฏิบัติการขจัดเหลือบราชสีห์ครั้งนี้ ถือเป็นการล้างบางขบวนการทุจริตที่เกาะกินกรมการปกครองมานาน ระบบควบคุมอาวุธปืนคือเรื่องความมั่นคงของชาติ หากข้าราชการคนใดใช้ช่องโหว่กฎหมายแสวงหาประโยชน์ ถือเป็นภัยความมั่นคงที่ยอมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับใด หากผิดจริงจะสืบสวนขยายผลและดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น”
ทั้งนี้ กรมการปกครองจะเร่งรัดขยายผลทางคดีเพื่อตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐรายอื่นหรือบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด และขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสหรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริต สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอและจังหวัด หรือสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โทร. 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง




