วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 6, 2026
หน้าแรกวงการสีกากีตม.ภูเก็ต รวบหนุ่มซาอุฯ ทำอนาจารโชว์ว่อนโซเชียล สั่งเพิกถอนวีซ่า-เตรียมผลักดันออกนอกประเทศ ชี้ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

ตม.ภูเก็ต รวบหนุ่มซาอุฯ ทำอนาจารโชว์ว่อนโซเชียล สั่งเพิกถอนวีซ่า-เตรียมผลักดันออกนอกประเทศ ชี้ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

ตม.ภูเก็ต รวบหนุ่มซาอุฯ ทำอนาจารโชว์ว่อนโซเชียล สั่งเพิกถอนวีซ่า-เตรียมผลักดันออกนอกประเทศ ชี้ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

จังหวัดภูเก็ต – เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ พ.ต.อ.เขมชาติ วัฒนนภาเกษม ผกก.ตม.จว.ภูเก็ต ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน ตม.จว.ภูเก็ต เข้าควบคุมตัวบุคคลต่างด้าวสัญชาติซาอุดิอาระเบีย หลังก่อเหตุอนาจารในที่สาธารณะจนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์

พฤติการณ์แห่งคดี: อนาจารกลางซอยพาราไดซ์

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอบนสื่อสังคมออนไลน์ ปรากฏภาพชายชาวต่างชาติกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล ในลักษณะอนาจารและเปิดเผยร่างกาย บริเวณริมถนนภายในซอยพาราไดซ์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวที่มีผู้คนสัญจรไปมาจำนวนมาก

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ร่วมกับตำรวจสืบสวน สภ.ป่าตอง ได้เร่งสืบสวนจนทราบตัวผู้ก่อเหตุคือ MR.ALHARBBI สัญชาติซาอุดิอาระเบีย จึงได้เชิญตัวมาพบพนักงานสอบสวน ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ากระทำการตามที่ปรากฏในคลิปจริง เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา:

“กระทำการอนาจารอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลโดยเปลือยกายหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 388”

โดยพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท และคดีอาญาในส่วนนี้ได้ยุติลง

มาตรการเด็ดขาด: เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร

แม้คดีอาญาจะยุติจากการเปรียบเทียบปรับ แต่ทาง ตม.จว.ภูเก็ต เล็งเห็นว่าพฤติการณ์ของ MR.ALHARBBI เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อจารีตประเพณี วัฒนธรรมอันดีงาม และศีลธรรมของประชาชน อีกทั้งยังส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย

ชุดสืบสวน ตม.จว.ภูเก็ต นำโดย พ.ต.ต.อดิศร บุญชุ่ม สว.ตม.จว.ภูเก็ต พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ได้เข้าตรวจสอบ ณ คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งบนถ.สิริราชย์ ต.ป่าตอง เพื่อยืนยันตัวตนและตรวจสอบข้อมูลในระบบสารสนเทศ (Biometrics) พบว่า:

ผู้ก่อเหตุเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่าประเภท ผ60-ม.17 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568

ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 24 ก.พ. 2569

ด้วยพฤติการณ์ที่ขัดต่อวัตถุประสงค์การเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวและกระทบต่อความสงบเรียบร้อย บก.ตม.6 จึงได้อาศัยอำนาจตาม มาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 สั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร

ขั้นตอนการดำเนินการต่อไป

ในการแจ้งคำสั่งเพิกถอนวีซ่า เจ้าหน้าที่ได้จัดให้มีล่ามแปลภาษาอารบิก-อังกฤษ และภาษาอังกฤษ-ไทย เพื่ออธิบายรายละเอียดสิทธิและคำสั่งให้ผู้ต้องหาทราบอย่างชัดเจน ก่อนจะนำตัวส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ห้องกัก ตม.จว.ภูเก็ต เพื่อดำเนินการกักตัวและเข้าสู่กระบวนการผลักดันส่งกลับออกนอกราชอาณาจักร พร้อมบันทึกเป็นบุคคลต้องห้าม (Blacklist) ตามระเบียบต่อไป

การดำเนินการครั้งนี้เป็นการเน้นย้ำนโยบายของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในการกวดขันและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับนักท่องเที่ยวที่กระทำผิดกฎหมายหรือสร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศ

Ad 1
Ad 2