วันจันทร์, ตุลาคม 26, 2026
หน้าแรกอาชญากรรม"บิ๊กเอ็ม" ผู้การฯปส. แจงยิบ! เหตุไม่อนุญาตเข้าจุดเกิดเหตุ ย้ำต้องเซฟพยานหลักฐาน ลั่นสงครามยาเสพติดเข้มข้น “ไร้คำว่าเหนื่อย” ล่าสุดปะทะเดือดคนร้ายพกอาวุธปืน

“บิ๊กเอ็ม” ผู้การฯปส. แจงยิบ! เหตุไม่อนุญาตเข้าจุดเกิดเหตุ ย้ำต้องเซฟพยานหลักฐาน ลั่นสงครามยาเสพติดเข้มข้น “ไร้คำว่าเหนื่อย” ล่าสุดปะทะเดือดคนร้ายพกอาวุธปืน

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

“บิ๊กเอ็ม” ผู้การฯปส. แจงยิบ! เหตุไม่อนุญาตเข้าจุดเกิดเหตุ ย้ำต้องเซฟพยานหลักฐาน ลั่นสงครามยาเสพติดเข้มข้น “ไร้คำว่าเหนื่อย” ล่าสุดปะทะเดือดคนร้ายพกอาวุธปืน

วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พร้อมด้วยพล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 เป็นชุดจับกุมในคดีที่คนร้ายถูกวิสามัญหลังลำเลียงยาเสพติดสู่ภาคใต้ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุในคดีสำคัญ ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาตั้งโต๊ะเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา พร้อมชี้แจงสถานการณ์กวาดล้างยาเสพติดที่กำลังเข้มข้นอยู่ในขณะนี้

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า เหตุผลสำคัญที่ไม่สามารถเปิดพื้นที่ให้เข้าได้ทันที เนื่องจากจุดเกิดเหตุมีลักษณะเป็น “พื้นที่หญ้า” ไม่ใช่พื้นปูนเรียบ หากมีผู้คนเดินเข้าไปเหยียบย่ำอาจทำให้วัตถุพยานสำคัญสูญหายหรือถูกทำลายได้อย่างง่ายดาย ซึ่งตามระเบียบและกระบวนการรักษาวัตถุพยาน จะอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้นเข้าปฏิบัติงาน เช่น พนักงานสอบสวน, เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.), อัยการ และแพทย์ ทั้งนี้ แม้แต่ตัวนายตำรวจผู้ให้สัมภาษณ์หรือผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ไม่ได้มีหน้าที่สอบสวนคดีดังกล่าวโดยตรงก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ข้ามเส้นกั้น (Police Line) เข้าไปเช่นกัน โดยขออภัยสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนหากทำให้เกิดความเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม หลังจากกระบวนการเก็บพยานหลักฐานตามขั้นตอนกฎหมายเสร็จสิ้น ทางตำรวจภูธรภาค 7 เจ้าของคดี ก็ได้เปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนเข้าบันทึกภาพถ่ายและสำรวจพื้นที่จริงอย่างใกล้ชิดเพื่อความโปร่งใสแล้ว

พร้อมกันนี้ ทางตำรวจยังได้เปิดเผยถึงแผนยุทธการปราบปรามยาเสพติดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธง (Flagship Policy) ของทั้งรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยระบุว่าได้มีการวิเคราะห์และสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางสารเคมีตั้งต้น แหล่งผลิต เส้นทางลำเลียง ไปจนถึงกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่และรายย่อย แม้ปัจจุบันเจ้าหน้าที่จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ทั้ง ป.ป.ส., สรพ. และฝ่ายปกครอง ในการจับกุมได้อย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับว่ากลุ่มผู้ค้ายายังคงมีกำลังการผลิตและพยายามลักลอบนำเข้ามาเป็นจำนวนมาก ยืนยันว่าตำรวจทุกนาย “ไม่มีคำว่าเหนื่อย และหย่อนยานไม่ได้เด็ดขาด” เพราะหากปล่อยปละละเลย ยาเสพติดเหล่านี้จะหลุดรอดไปทำลายอนาคตของเยาวชนและประชาชนทันที โดยขณะนี้มีคดีที่อยู่ระหว่างการขยายผลรวบรวมหลักฐานออกหมายจับผู้บงการเบื้องหลังอีกหลายรายการ

สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติการที่นำไปสู่การวิสามัญฆาตกรรม เช่น ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีนั้น ทางตำรวจชี้แจงว่า ไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่จะวิสามัญฯ ผู้ต้องหาในทุกคดี หากคนร้ายยอมให้จับกุมโดยดีแม้จะมีอาวุธปืนกึ่งสงครามหรือปืนขนาด 11 มม. เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินคดีตามกฎหมายปกติโดยไม่มีการใช้นายเด็ดขาด แต่ในกรณีที่เกิดการปะทะจนถึงแก่ชีวิตนั้น เกิดจากการที่คนร้ายเป็นฝ่ายใช้อาวุธปืนต่อสู้ขัดขวางและมุ่งเอาชีวิตเจ้าพนักงานก่อน เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้วิธีป้องกันตนเองและระงับเหตุตามขั้นตอนกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันสถิติการจับกุมมีความเข้มข้นสูง คนร้ายจึงมักพกพาอาวุธปืนติดตัวและพร้อมปะทะตลอดเวลา ตำรวจทุกนายจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรัดกุมเพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและสังคม

Ad 1
Ad 2