วันอาทิตย์, ตุลาคม 25, 2026
หน้าแรกทั่วไปCIB สกัดจับกลางทางหลวงแพร่! รวบผัวเมียชาวเมียนมา ขนแรงงานเถื่อน 18 ราย อ้างรับค่าจ้างเที่ยวละ 3,000 บาท

CIB สกัดจับกลางทางหลวงแพร่! รวบผัวเมียชาวเมียนมา ขนแรงงานเถื่อน 18 ราย อ้างรับค่าจ้างเที่ยวละ 3,000 บาท

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

CIB สกัดจับกลางทางหลวงแพร่! รวบผัวเมียชาวเมียนมา ขนแรงงานเถื่อน 18 ราย อ้างรับค่าจ้างเที่ยวละ 3,000 บาท

ตำรวจทางหลวงแพร่แกะรอยขบวนการลำเลียงคนต่างด้าวจากเชียงรายมุ่งหน้าพิษณุโลก ใช้รถตู้โตโยต้าขนแรงงานผิดกฎหมาย พบผู้โดยสารชาวเมียนมา 18 ราย พร้อมชายหญิงชาวเมียนมาที่ถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่นำพาอีก 2 ราย รวม 20 ราย ตรวจยึดรถตู้เป็นของกลาง เจ้าตัวอ้างรับงานมาแล้ว 3 เที่ยว เร่งขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) เปิดปฏิบัติการสกัดจับขบวนการลักลอบขนคนต่างด้าว หลังตำรวจทางหลวงแพร่สืบสวนติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มรถยนต์ต้องสงสัยที่มีพฤติการณ์ลำเลียงแรงงานจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ กระทั่งพบรถตู้ต้องสงสัยบนทางหลวงหมายเลข 103 ในพื้นที่ อ.สอง จ.แพร่ ก่อนเรียกตรวจสอบและพบชาวเมียนมาภายในรถรวม 20 ราย

ปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.บุญลือ ผดุงถิ่น ผบก.ทล., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.มีชัย กำเนิดพรม รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.สาธิต สมานภาพ ผกก.5 บก.ทล., พ.ต.ท.มงคล นนทธีระโรจน์ รอง ผกก.5 บก.ทล. และ พ.ต.ท.ดร.เจต จึงประเสริฐศรี รอง ผกก.5 บก.ทล.

ส่วนการปฏิบัติในพื้นที่อยู่ภายใต้การสั่งการของ พ.ต.ท.พิชญา ทวิชศรี รรท.สว.ส.ทล.6 กก.5 บก.ทล. ซึ่งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมออกตรวจสอบ หลังได้รับข้อมูลจากสายลับเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ว่ามีขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่จังหวัดตอนในของประเทศ

จากการสืบสวนก่อนจับกุม เจ้าหน้าที่พบข้อมูลว่ากลุ่มรถยนต์ต้องสงสัยมีพฤติการณ์ใช้ทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางเลี่ยงเพื่อหลบหลีกการตรวจสอบ โดยมีลักษณะแบ่งหน้าที่ระหว่างรถนำทางซึ่งคอยสังเกตการณ์กับรถรับส่งบุคคลต่างด้าว อีกทั้งมีการติดต่อประสานงานผ่านแอปพลิเคชันสนทนาตลอดเส้นทาง เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมข้อมูลและวางแผนสกัดจับ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.6 กก.5 บก.ทล. พบรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา หมายเลขทะเบียน นข 2359 พะเยา ขับอยู่บนทางหลวงหมายเลข 103 บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 27 ต.ห้วยหม้าย อ.สอง จ.แพร่ โดยรถมีลักษณะส่ายไปมา จึงส่งสัญญาณเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบ

ภายในรถพบผู้ขับขี่คือ Mr. Yan Lonie Soc อายุ 26 ปี และหญิงที่นั่งโดยสารข้างคนขับคือ Miss Phyu Phyu Win อายุ 24 ปี ทั้งคู่เป็นชาวเมียนมา นอกจากนี้ยังพบผู้โดยสารชาวเมียนมาอีก 18 ราย รวมบุคคลทั้งหมด 20 ราย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้โดยสารชาวเมียนมาทั้ง 18 รายไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอได้ จึงควบคุมตัวทั้งหมดไว้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

อ้างรับจ้างเที่ยวละ 3,000 บาท เผยขนมาแล้ว 3 เที่ยว

จากการสอบถามเบื้องต้น Mr. Yan Lonie Soc ให้ข้อมูลว่า รับบุคคลต่างด้าวขึ้นรถจากบริเวณจุดกลับรถแห่งหนึ่งใน อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เพื่อเดินทางไปส่งยัง จ.พิษณุโลก โดยได้รับค่าจ้างขับรถเที่ยวละ 3,000 บาท

ข้อมูลการสืบสวนระบุว่า ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นชายและหญิงชาวเมียนมา มีความสัมพันธ์เป็นสามีภรรยากัน และถูกกล่าวหาว่าร่วมกันทำหน้าที่ขนส่งบุคคลต่างด้าวจาก จ.เชียงราย ไปยังพื้นที่ปลายทาง ขณะที่ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า บุคคลต่างด้าวจ่ายเงินให้ขบวนการประมาณคนละ 30,000–40,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดและเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับงานที่ผ่านมา 3 เที่ยว ได้แก่

– เที่ยวที่ 1 รับบุคคลจาก จ.เชียงราย ไปส่งบริเวณโรงงานผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวใน จ.แพร่ โดยมีรถนำทาง
– เที่ยวที่ 2 รับบุคคลจาก จ.เชียงราย ไปส่งในพื้นที่ อ.เมืองพิษณุโลก โดยมีรถนำทางเช่นกัน
– เที่ยวที่ 3 รับบุคคลจาก จ.เชียงราย มุ่งหน้าไป จ.พิษณุโลก โดยผู้ขับขี่อ้างว่าจำเส้นทางได้แล้ว จึงขับรถมาเอง ก่อนถูกตำรวจทางหลวงสกัดจับได้ในพื้นที่ จ.แพร่

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับการว่าจ้าง การชำระเงิน และบุคคลที่ทำหน้าที่จัดหาหรือประสานงานยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องและเครือข่ายที่อาจอยู่เบื้องหลัง

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหารวม 20 ราย แบ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 1–2 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่นำพา และผู้ต้องหาที่ 3–20 ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวชาวเมียนมา พร้อมตรวจยึดรถตู้โตโยต้า สีเทา หมายเลขทะเบียน นข 2359 พะเยา จำนวน 1 คัน เป็นของกลาง

สำหรับผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “ให้การช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายหลบหนีการจับกุม”

ส่วนผู้ต้องหาที่ 3–20 ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารแทนหนังสือเดินทาง” ตามรายละเอียดการแจ้งข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่

จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.สอง จ.แพร่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลถึงบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้บังคับบัญชาที่อำนวยการปฏิบัติการ

1. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย — ผบช.ก.
2. พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ — รอง ผบช.ก.
3. พล.ต.ต.บุญลือ ผดุงถิ่น — ผบก.ทล.
4. พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม — รอง ผบก.ทล.
5. พ.ต.อ.มีชัย กำเนิดพรม — รอง ผบก.ทล.
6. พ.ต.อ.สาธิต สมานภาพ — ผกก.5 บก.ทล.
7. พ.ต.ท.มงคล นนทธีระโรจน์ — รอง ผกก.5 บก.ทล.
8. พ.ต.ท.ดร.เจต จึงประเสริฐศรี — รอง ผกก.5 บก.ทล.
9. พ.ต.ท.พิชญา ทวิชศรี — รรท.สว.ส.ทล.6 กก.5 บก.ทล.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม

1. ร.ต.อ.ณัฐศักดิ์ จักรทิพย์ — รอง สว.ส.ทล.6 กก.5 บก.ทล. หัวหน้าชุดจับกุม
2. ด.ต.วีระ บุญชู
3. ด.ต.หญิง พิมชญดา จิณะไชย
4. ด.ต.อาจหาญ จินดาหอม
5. ด.ต.คมเดช ฟ้ากระจ่าง
6. ด.ต.เวชพิสิฐ ทิพย์ธันวา
7. ด.ต.วชิรพงศ์ เพชรมณี
8. จ.ส.ต.โกวิทย์ ปากสวัสดิ์

ผู้ประสานข้อมูลเพิ่มเติมตามข่าวประชาสัมพันธ์

– พ.ต.ท.พิชญา ทวิชศรี — รรท.สว.ส.ทล.6 กก.5 บก.ทล.
– จ.ส.ต.วิษัยศิษฎ์ เรียนแพง — ผบ.หมู่ ส.ทล.6 กก.5 บก.ทล.

ตำรวจสอบสวนกลางประชาสัมพันธ์เตือนประชาชน หากพบกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัย เช่น เดินทางเป็นกลุ่มผิดปกติ ไม่สามารถแสดงเอกสารประจำตัว หรือมีลักษณะหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ สามารถแจ้งตำรวจให้เข้าตรวจสอบได้ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายหรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

พร้อมเตือนผู้ขับขี่รถรับจ้างให้ตรวจสอบเอกสารและข้อมูลผู้ว่าจ้างอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการรับงานผ่านกลุ่มสนทนาหรือบุคคลที่ไม่ทราบตัวตน เพราะหากพฤติการณ์เข้าข่ายช่วยเหลือหรือซ่อนเร้นคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 รวมถึงมาตรา 64 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือหรือซ่อนเร้นคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม มีโทษตามที่กฎหมายกำหนด โดยการพิจารณาความผิดและบทลงโทษของผู้ต้องหาแต่ละรายต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในสำนวนคดี

ผู้ต้องหาทั้งหมดยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล

Ad 1
Ad 2