ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวบ “คู่รักบัญชีม้า” แก๊งคอลเซ็นเตอร์
พบมีหมายจับรวม 5 หมายจับ
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม, พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์, พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักษ์ ขวัญนา
รอง ผบก.ป. , พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.เจษฎา แก้วจาเครือ, พ.ต.ท.เอนก บุญตา, พ.ต.ท.อรรถวิทย์ สุขทัศน์, พ.ต.ท.กิตติพงษ์ ศิลาพันธุ์, พ.ต.ท.ชนะ ขำทอง รอง ผกก.4 บก.ป
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.อัคนี ณ บางช้าง สว.กก.4 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม
ร่วมกันจับกุม น.ส.อิสราพรฯ อายุ 24 ปี และนายษุขัรฯ อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ
1.ศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 341/2569 ลงวันที่ 17 เมษายน 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์
ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนฯ, เป็นผู้เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาเพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด และเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงฯ”
2.ศาลจังหวัดบัวใหญ่ ที่ จ.107/2569 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง”
สถานที่จับกุม บริเวณหน้าร้านทำขนมปัง ต.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
พฤติการณ์ ของฝ่ายหญิงคือผู้เสียหายใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ได้พบโฆษณาแจกกาแฟ Medese Coffee ให้ทดลองใช้ฟรี จึงกดเข้าไปยังโฆษณา ก่อนถูกเชื่อมต่อไปยังแอปพลิเคชัน Messenger และได้รับลิงก์ให้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน LINE เมื่อกดลิงก์ดังกล่าว พบผู้ใช้ LINE ชื่อ “Watsana Ben” ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า พร้อมขอข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้ในการจัดส่งสินค้า ต่อมาคนร้ายอ้างว่าระหว่าง
รอสินค้าจัดส่ง มี “กิจกรรมสร้างรายได้” ให้ร่วมลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ลักษณะคล้ายการลงทุนเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) พร้อมเสนอผลตอบแทนที่น่าสนใจ และช่วยสมัครบัญชีผู้ใช้งาน
ให้ผู้เสียหาย จากนั้นส่งลิงก์แพลตฟอร์มปลอมเพื่อให้ผู้เสียหายเข้าใช้งาน และชักชวนให้เปิดพอร์ตลงทุน
ด้วยเงินเริ่มต้นจำนวน 1,000 บาท โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนและกำไรสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงิน
ไปยังบัญชีธนาคารตามที่คนร้ายแจ้ง พอถึงเวลาที่จะถอนกลับถอนเงินออกมาไม่ได้เนื่องจากไม่ได้ใส่บันทึก
ช่วยจำ ทำให้ระบบ AI ไม่สามารถตรวจสอบยอดเงินได้ ต้องโอนเงินมาแก้ไข ผู้กล่าวหาจึงทำการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารตามที่คนร้ายบอกหลายครั้งเป็นจำนวน 217,000 บาทก่อนทราบภายหลังว่าถูกหลอกลวง
จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.ธัญบุรี
ฝ่ายชายคือผู้เสียหายพบช่องทางขอสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันหรือเพจที่ใช้ชื่อ “KIATNAKINPHATRA” หรือ “KKP CASH NOW” และประสงค์ขอกู้เงินจำนวน 50,000 บาท โดยคนร้ายแจ้งว่าจะผ่อนชำระเดือนละ 1,083 บาท เป็นเวลา 60 งวดระหว่างขั้นตอนการสมัคร คนร้ายให้ผู้เสียหายส่งภาพบัตรประจำตัวประชาชนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงภาพถ่ายใบหน้าคู่กับบัตรประชาชน เพื่อใช้ยืนยันตัวตน จากนั้นอ้างว่าผู้เสียหายต้องโอนเงินจำนวน 15,000 บาท เพื่อเปิดบัญชีสินเชื่อ สร้างประวัติทางการเงิน และให้มียอดเงินในบัญชีก่อน จึงจะสามารถอนุมัติเงินกู้ได้ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินแล้ว คนร้ายกลับอ้างว่าผู้เสียหายกรอกข้อมูลผิด ทำให้ไม่สามารถรับเงินกู้ได้ พร้อมหลอกให้โอนเงินเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขข้อมูลในระบบ ค่าปลดล็อกบัญชี
ค่าดำเนินการ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกหลายครั้ง โดยอ้างว่าหากดำเนินการครบถ้วนแล้วจะสามารถถอนเงินกู้และรับเงินคืนทั้งหมดได้ ด้วยความเชื่อว่าจะได้รับเงินกู้ตามที่ตกลง ผู้เสียหายจึงทยอยโอนเงินตามคำสั่งของคนร้ายรวม 18 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 169,244 บาท แต่สุดท้ายไม่สามารถรับเงินกู้หรือถอนเงินที่โอนไปได้
จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.โนนแดง
จากการตรวจสอบยังพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 ยังมีหมายจับในลักษณะเดียวกันนี้อีก 3 หมายจับดังนี้คือ
1.ศาลอาญา ที่ 2314/2569 ลงวันที่ 23 เมษายน 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนฯ, เป็นผู้เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาเพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี”
2.ศาลจังหวัดเวียงสระ ที่ จ.338/2568 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนฯ, เป็นผู้เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาเพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง”
3.ศาลจังหวัดเชียงราย ที่ 878/2568 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้เปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้เจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดอาญาอื่น และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง โดยได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน”
ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม สืบสวนหาข่าว จนทราบว่าผู้ต้องหา หลบหนีหมายจับไปทำงานอยู่ที่ร้าน
ทำขนมแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี จึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบและจับกุมตัวผู้ต้องหา ส่ง พนักงานสอบสวนสภ.ธัญบุรีและ พนักงานสอบสวนสภ.โนนแดง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ฝ่ายหญิงให้การปฏิเสธ ฝ่ายชายให้การรับสารภาพโดยเจ้าตัวเคยโดยหลอกให้ทางเดินไปทำงานเป็นพนักงานบริการในคาสิโนแต่ไปถึงกับได้ทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ประเทศกัมพูชาและเพิ่งกลับมาไทยได้ไม่ถึงปี
เตือนภัย เจ้าหน้าที่ขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง การลงทุนที่อ้างผลตอบแทนสูง รวดเร็ว หรือเร่งให้โอนเงิน มักเป็นกลลวงของมิจฉาชีพ หากพบพฤติการณ์น่าสงสัย ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำ และสถาบันการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าดำเนินการล่วงหน้า เพื่อแลกกับการอนุมัติสินเชื่อ




