‘เต้ มงคลกิตติ์’ รักษาคำพูดบุกพบ นร.บดินทรเดชา 2 แห่ถ่ายรูปแน่นโรงเรียน ก่อนลั่นยื่น ป.ป.ช. เอาผิดทุจริตสอบท้องถิ่น โยงถึง “ตัวใหญ่” พร้อมวิจารณ์การเมือง-ผู้ว่าฯ กทม.
“เต้” มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ผู้จดแจ้งจัดตั้ง พรรคก้าวล้ำ ลงพื้นที่พบปะนักเรียนหน้าโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 ตามที่เคยให้คำมั่นไว้ช่วงหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ท่ามกลางนักเรียนแห่ขอถ่ายรูปและทำคอนเทนต์จำนวนมาก พร้อมประกาศวันรุ่งขึ้นเตรียมยื่น ป.ป.ช. ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำมีหลักฐานเชื่อมโยงถึง “ตัวใหญ่” พร้อมวิจารณ์สถานการณ์การเมือง คดีสำคัญที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และฝากข้อเสนอถึงผู้ว่าฯ กทม. ให้เร่งแก้ปัญหารถติด น้ำเสีย น้ำท่วม และฝุ่น PM2.5
วันนี้ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ผู้จดแจ้งจัดตั้งพรรคก้าวล้ำ เดินทางมาพบปะนักเรียนที่หน้าโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 หลังจากเคยให้คำมั่นไว้ช่วงลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักเรียนจำนวนมากเข้ามาขอถ่ายภาพ ขอให้เซ็นลายเซ็น และร่วมทำคอนเทนต์กับนายมงคลกิตติ์อย่างต่อเนื่อง
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาลงพื้นที่ในนาม ผู้จดแจ้งจัดตั้งพรรคก้าวล้ำ พร้อมระบุว่า เคยสัญญากับนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 ไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงกับกลุ่ม “กรุงเทพบินได้” ว่าจะกลับมาพบหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เนื่องจากก่อนหน้านี้ติดภารกิจ จึงต้องรักษาคำพูด เพราะเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น
โดยใช้เวลาพบปะนักเรียนตั้งแต่เวลาประมาณ 15.00 น. นานกว่า 2 ชั่วโมง ทั้งถ่ายภาพ แจกลายเซ็น และพูดคุยกับนักเรียน จนเกือบครบทั้งโรงเรียน
จากนั้น นายมงคลกิตติ์ เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้จะเดินทางไปสำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ เพื่อยื่นเรื่องดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในคดีทุจริตการสอบท้องถิ่นที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าเคยเตือนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ให้แก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ไม่มีการดำเนินการ ทำให้เกิดการทุจริตอย่างโจ่งแจ้ง
นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด พร้อมชี้ช่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเส้นทางการทุจริต ตั้งแต่ผู้สอบผ่านกว่า 9,000 คน เชื่อมโยงเส้นทางการเงิน ฐานข้อมูลโทรศัพท์ และการติดต่อสื่อสาร จนไปถึงผู้บงการรายใหญ่ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนรู้ว่าเป็นใคร พร้อมยืนยันว่าหลังยื่นเรื่องแล้ว จะเดินทางไปออกรายการทางสถานีโทรทัศน์ PPTV เพื่อเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่น
นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวว่า ตนมีประสบการณ์ติดตามคดีทุจริตการสอบมาอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างการติดตามจนมีการยกเลิกการสอบนายสิบตำรวจหลายปีติดต่อกัน รวมถึงการติดตามคดีทุจริตต่าง ๆ ที่นำไปสู่การดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดจำนวนมาก จึงเชื่อว่าคดีทุจริตสอบท้องถิ่นครั้งนี้จะไม่รอดเช่นกัน
พร้อมย้ำว่า การดำเนินคดีไม่ควรหยุดอยู่เพียงผู้เกี่ยวข้องระดับล่าง แต่ต้องขยายผลไปถึง “ตัวใหญ่” ซึ่งเป็นนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง โดยระบุว่าไม่ขอเอ่ยชื่อในเวลานี้ แต่มีข้อมูลที่จะมอบให้พนักงานสอบสวนทั้งหมด และเห็นว่าหากตำรวจสอบสวนกลางเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนก่อน จะมีความเหมาะสม ก่อนส่งต่อให้ ป.ป.ช. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ
นายมงคลกิตติ์ ยังเสนอว่า หากนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตนเป็นประธานสอบสวนคดีดังกล่าว ก็พร้อมดำเนินการตรวจสอบผู้มีอำนาจทุกระดับ พร้อมระบุว่าติดตามเรื่องนี้ร่วมกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมัยเป็น รมว.ยุติธรรม มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 จึงมั่นใจว่าจะสามารถขยายผลได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า ในเดือนหน้าจะมีคดีสำคัญหลายคดีที่อาจส่งผลต่อรัฐบาล ทั้งคดีเกี่ยวกับการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งศาลนัดฟังคำวินิจฉัยวันที่ 9 กรกฎาคม รวมถึงคดีบาร์โค้ดที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งตนเป็นหนึ่งในผู้ยื่นคำร้อง โดยคาดว่าคำวินิจฉัยอาจออกภายในเดือนนี้หรืออย่างช้าเดือนหน้า
นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า หากผลคำวินิจฉัยส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ อาจทำให้ประเทศกลับเข้าสู่ภาวะไม่มีรัฐบาล และจะเกิดข้อถกเถียงเรื่องอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจต้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป
สำหรับประเด็นการเมืองท้องถิ่น นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า แม้จะมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็อยากให้ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่สอง เพราะเป็นวาระสุดท้ายตามกฎหมาย พร้อมยกตัวอย่างอดีตผู้ว่าฯ กทม. หลายคนที่สมัยที่สองต้องเผชิญคดีความ
อย่างไรก็ตาม นายมงคลกิตติ์ ยังวิจารณ์การทำงานของผู้ว่าฯ กทม. ว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ยังไม่สามารถแก้ปัญหารถติด ปัญหาน้ำเสียในคลอง โดยเฉพาะคลองแสนแสบ ปัญหาฝุ่น PM2.5 และปัญหาน้ำท่วมได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้เร่งแก้ไขการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแก้ไขปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจไม่โปร่งใส
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงคดีที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้ออุปกรณ์กีฬา การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง และโครงการต่าง ๆ พร้อมระบุว่า หากพบข้อมูลเข้าข่ายทุจริต ก็พร้อมยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพิ่มเติม แต่ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการขัดขวางการทำงานของผู้ว่าฯ กทม. เพียงต้องการให้ดำเนินงานควบคู่กับการชี้แจงข้อกล่าวหาตามกระบวนการกฎหมาย
ช่วงท้าย นายมงคลกิตติ์ ยืนยันว่า การยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ในวันพรุ่งนี้ มีพยานหลักฐานพร้อม และจะอธิบายกลไกการทุจริตสอบท้องถิ่นให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าใจอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถขยายผลไปถึงผู้บงการรายใหญ่ได้ พร้อมฝากให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงใจผู้มีอำนาจหรือผู้ที่เคยให้การสนับสนุนในการเข้าดำรงตำแหน่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน.






