“ สงวน ทวีกาฬ ” จากเจ้าของฟาร์มไก่ต๊อกสู่ผู้สร้างโอกาส “ต้นกล้าต้อม” ใช้ความสำเร็จจากอาชีพเกษตร คืนแสงสว่างให้เยาวชนและชุมชน
คุณสงวน ทวีกาฬ หรือ ต้อม จบการศึกษาปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 2 วทบ. คณะเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เป็นอดีตผู้จัดการฟาร์มสุกร บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี ตอนนี้ลาออกจากงานประจำ หันมาทำฟาร์มเลี้ยงไก่ต๊อกและไก่งวง ขายสร้างรายได้อย่างงดงาม อยู่ที่บ้านเกิด บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 2 บ้านหนองถาวร ตำบลนาเกษม อำเภอทุ่งศรีอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

หลายคนอาจรู้จัก “สงวน ทวีกาฬ” หรือ ต้อม หรือ “ต้นกล้าต้อม” ในฐานะเจ้าของฟาร์มไก่ต๊อก–ไก่งวง แห่งจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่นำความรู้ด้านสัตวศาสตร์มาต่อยอดเป็นอาชีพจนประสบความสำเร็จ สร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง

แต่เบื้องหลังความสำเร็จในฐานะผู้ประกอบการเกษตร ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่เขาภาคภูมิใจไม่แพ้กัน นั่นคือการเป็นผู้ส่งต่อโอกาสให้กับเยาวชนและคนในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ให้กลับมามีความหวังและมองเห็นอนาคตของตนเองอีกครั้ง

บัณฑิตสัตวศาสตร์ผู้เลือกสร้างอาชีพด้วยตนเอง : ย้อนกลับไปเมื่อปี 2563 สงวน ทวีกาฬ หรือ ต้อมได้รับความสนใจจากสังคมในฐานะบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 2 สาขาสัตวศาสตร์ ที่เลือกเดินบนเส้นทางการเกษตร ด้วยการก่อตั้งฟาร์มเลี้ยงไก่ต๊อกและไก่งวง โดยนำองค์ความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้จนสามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคง

ปัจจุบัน ฟาร์มของเขายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีการขยายการเลี้ยงสัตว์ปีกเพิ่มเติม ได้แก่ เป็ดมัลลาร์ดใหญ่ หรือเป็ดหัวเขียว ควบคู่ไปกับการพัฒนาสายพันธุ์และระบบการผลิตภายในฟาร์ม สำหรับไก่ต๊อก ปัจจุบันมีพ่อแม่พันธุ์มากกว่า 200 ตัว สามารถเพาะลูกไก่ต๊อกได้มากกว่า 15,000 ตัวต่อปี จำหน่ายได้หลากหลายช่วงอายุ สร้างรายได้เฉลี่ยเดือนละ 50,000–60,000 บาท ขณะที่ไก่งวงมีพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 30 ตัว สามารถเพาะลูกไก่งวงได้มากกว่า 500 ตัวต่อปี และสร้างรายได้กว่า 100,000 บาทต่อปี ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษา สามารถนำมาต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงได้จริง หากมีความมุ่งมั่นและไม่หยุดพัฒนาตนเอง

จุดเปลี่ยนจากการสร้างอาชีพ สู่การสร้างคน : แม้จะประสบความสำเร็จในอาชีพ แต่สิ่งที่ทำให้สงวนตัดสินใจก้าวออกมาทำงานเพื่อสังคม คือการได้เห็นปัญหาของเยาวชนในชุมชนจำนวนไม่น้อยที่หลุดออกจากระบบการศึกษา หลายคนไม่มีวุฒิการศึกษาเพียงพอสำหรับสมัครงาน ขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง และบางส่วนต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาสังคมรอบตัว “ผมอยากแบ่งปันความรู้ที่มีให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะน้อง ๆ ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะเมื่อไม่มีวุฒิการศึกษา โอกาสในการประกอบอาชีพหรือทำงานประจำที่มั่นคงก็ลดลง ผมจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา ให้มีทั้งอาชีพและโอกาสทางการศึกษา”

ด้วยแนวคิดดังกล่าว เขาจึงเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนโครงการ “เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชน” ภายใต้บทบาท “ต้นกล้าต้อม” เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพให้กับเยาวชน สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนมากกว่า 50 คน ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินงาน สงวนสามารถช่วยเหลือเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาได้มากกว่า 50 คน ให้กลับเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้และได้รับวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6)

นอกจากนี้ สงวน ทวีกาฬ หรือ ต้อม หรือ ต้นกล้าต้อม ยังสนับสนุนและให้คำปรึกษากับเยาวชนที่ต้องการศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และระดับปริญญาตรี โดยปัจจุบันมีเยาวชน 1 คน สามารถเข้าศึกษาต่อระดับ ปวส. ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ได้สำเร็จ นอกจากเรื่องการศึกษาแล้ว โครงการยังมุ่งพัฒนาทักษะสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ทักษะวิชาชีพ ทักษะชีวิต และทักษะวิชาการ เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตและสร้างอาชีพได้จริง

เมื่อการศึกษาเปลี่ยนชีวิต ก็เปลี่ยนชุมชนได้ สงวน เชื่อว่า การช่วยเหลือเยาวชนเพียงหนึ่งคน อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งครอบครัวและชุมชน เมื่อเยาวชนมีวุฒิการศึกษา มีทักษะอาชีพ และมีเป้าหมายในชีวิต โอกาสที่จะเข้าสู่การทำงานอย่างมั่นคงก็เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยลดปัญหาการมั่วสุมและการเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายชุมชนกำลังเผชิญ
ปัจจุบัน เขายังคงเปิดรับเยาวชนและผู้ที่ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษา การพัฒนาทักษะอาชีพ และการเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะเชื่อว่าการให้โอกาสคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ความสำเร็จที่มีคุณค่า คือความสำเร็จที่แบ่งปันได้ แม้ในอนาคตเขาจะยังคงมุ่งพัฒนาฟาร์มและสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว แต่ความตั้งใจอีกด้านหนึ่งคือการเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้น “ผมอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบได้ แต่ถ้าสามารถเปลี่ยนชีวิตใครสักคนให้ดีขึ้นได้ นั่นก็เป็นความสำเร็จที่มีความหมายแล้ว”
ก่อนปิดบทสนทนา สงวนได้ฝากข้อคิดถึงคนรุ่นใหม่และผู้ที่กำลังสร้างเส้นทางชีวิตของตนเองว่า “ผมเชื่อว่าคนเราไม่ได้อยู่คนเดียวในสังคม ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ คนรอบข้างก็ต้องมีแสงสว่างที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จเช่นกัน จึงจะทำให้ความสำเร็จนั้นมีคุณค่า”

//////////////////////////////// กิตติภณ / ข่าว.



