ตม.นราธิวาส ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ แฉกลยุทธ์ย้ายฐานจากกัมพูชาซบมาเลเซีย พบขบวนการซับซ้อนโยงใยทั่วไทย
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนราธิวาสเปิดปฏิบัติการเชิงรุกครั้งสำคัญ นำโดย พ.ต.อ.พลูศักดิ์ แก้วสีขาว ผกก.ตม.จว.นราธิวาส ผนึกกำลังขยายผลทลายเครือข่ายขบวนการลักลอบนำพาคนต่างด้าวข้ามชาติและกลุ่มสแกมเมอร์รายใหญ่ หลังจับกุมนายรุสดีย์ มูฮัมมัดชาเรฟ อายุ 64 ปี ชาวนราธิวาส ขณะกำลังปฏิบัติการลักลอบนำพาชาวจีน 2 ราย คือ MR.GUO HAO และ MR.CHIMANG QIANG ลักลอบข้ามแม่น้ำโก-ลก เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย บริเวณริมตลิ่งบ้านน้ำตก ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา
จากการตรวจค้นตัวนายรุสดีย์และชาวจีนทั้งสอง เจ้าหน้าที่ยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ 12 เครื่อง แฟลชไดรฟ์ 8 อัน คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง และรถยนต์กระบะอีซูซุสีส้ม ทะเบียน กต 7461 ปัตตานี ซึ่งเป็นพาหนะหลักในการเคลื่อนย้าย พยานหลักฐานดิจิทัลที่พบจากการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด กลายเป็นเบาะแสสำคัญที่สาวไปถึงเครือข่ายการขนย้ายขนาดใหญ่ที่ใช้จุดพักคอยในกรุงเทพฯ และจังหวัดสงขลา เป็นฐานกระจายคนต่างด้าว ก่อนจะส่งต่อเป็นทอดๆ ผ่านเส้นทางจากชายแดนกัมพูชา จ.สระแก้ว ผ่านเมืองหลวงและภาคใต้ของไทย โดยใช้รถบัสไม่ประจำทางสลับกับรถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
การจู่โจมตรวจสอบแหล่งกบดานสำคัญ โดยเจ้าหน้าที่ กก.1 บก.สส.สตม. บุกเข้าตรวจค้นรีสอร์ตย่านอ่อนนุช กรุงเทพมหานคร จับกุมชาวจีนและชาวเวียดนามที่ลักลอบเข้ามาทำงานในไทยได้อีก 2 ราย พร้อมกันนั้น ตม.จว.สงขลา ได้ประสานกำลังเข้าปิดล้อมรีสอร์ตใน อ.นาหม่อม จับกุมชาวจีนอีก 6 รายและชาวเมียนมา 1 ราย รวมเบ็ดเสร็จปฏิบัติการครั้งนี้สามารถรวบตัวผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและต่างชาติรวม 12 ราย
จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่าขบวนการนี้มีโครงสร้างการทำงานที่ซับซ้อน โดยมีนายฮาบีบ ชาวจังหวัดยะลา เป็นตัวละครสำคัญทำหน้าที่บริหารจัดการด้านการเงิน จัดหาที่พัก และกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายบุคคลผ่านการประสานงานทางแอปพลิเคชัน LINE อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังพบข้อมูลเชื่อมโยงถึงบุคคลชื่อ “มะอิง” ซึ่งกบดานอยู่ในประเทศมาเลเซีย คาดว่าเป็นผู้สั่งการปลายทาง โดยมีเป้าหมายหลักคือการขนย้ายกลุ่มสแกมเมอร์จากฐานที่มั่นเดิมในกัมพูชา ให้เข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการใหม่ในมาเลเซีย เพื่อใช้พื้นที่รอยต่อชายแดนไทยเป็นทางผ่าน
จากการตรวจสอบประวัติพบว่านายรุสดีย์เคยถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันเมื่อปี 2567 ในเครือข่ายของ “นายต๊กกีฮง” ชาวมาเลเซีย ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าขบวนการนี้ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่อย่างหนักก็ตาม ข้อมูลเส้นทางการเงินที่พบการโอนเงินก้อนโตกว่า 1 แสนบาทไปยัง “นายนิคม” บุคคลเป้าหมายในภาคเหนือเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ยิ่งเป็นหลักฐานมัดตัวว่านี่คือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบและเตรียมการมาอย่างดี ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเดินหน้าขยายผลสืบสวนหาผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมด เพื่อกระชากหน้ากากผู้บงการเบื้องหลังมาลงโทษตามกฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อไป








