วันพุธ, มิถุนายน 24, 2026
หน้าแรกอาชญากรรมรัฐบาลไทย-เกาหลีใต้ ผนึกกำลังเปิดปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” ทลายเครือข่าย “หนูเฉิน-จีนเทา” ยึดสารตั้งต้น 50 ตัน สกัดยอดผลิตยาบ้าพุ่ง 1.1 พันล้านเม็ด

รัฐบาลไทย-เกาหลีใต้ ผนึกกำลังเปิดปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” ทลายเครือข่าย “หนูเฉิน-จีนเทา” ยึดสารตั้งต้น 50 ตัน สกัดยอดผลิตยาบ้าพุ่ง 1.1 พันล้านเม็ด

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

รัฐบาลไทย-เกาหลีใต้ ผนึกกำลังเปิดปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” ทลายเครือข่าย “หนูเฉิน-จีนเทา” ยึดสารตั้งต้น 50 ตัน สกัดยอดผลิตยาบ้าพุ่ง 1.1 พันล้านเม็ด

สมุทรปราการ – 9 มิถุนายน 2569: รัฐบาลไทยนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงไทยและสำนักข่าวกรองแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี (NIS) แถลงผลปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” ปูพรมตรวจค้น 10 จุด 4 จังหวัด เดินหน้าตัดตอนเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ยึดเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้นลอตใหญ่กว่า 50 ตัน มูลค่าความเสียหายมหาศาล หากหลุดรอดไปยังแหล่งผลิตสามเหลี่ยมทองคำ จะสามารถนำไปผลิตยาบ้าได้สูงถึง 1,100 ล้านเม็ด หรือไอซ์ 21 ตัน

ขยายผลจับกุม “หนูเฉิน” สู่การทลายเครือข่ายส่งออกสารเคมีข้ามชาติ

ปฏิบัติการครั้งนี้ขับเคลื่อนภายใต้นโยบายหลักของรัฐบาล “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” สืบเนื่องจากการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและเกาหลีใต้ (NIS) ที่ได้มีการส่งตัว นายฐปนันท์ ธรรมรัตน์ธาดา หรือ “หนูเฉิน” ผู้ต้องหารายสำคัญกลับมาดำเนินคดีในไทยเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

จากการขยายผลเชิงลึกของ สำนักงาน ป.ป.ส., ตำรวจ และ DSI พบเส้นทางการเงินและธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย “จีนเทา” ในไทย โดยพบพฤติการณ์ลักลอบซื้อ-ขาย และส่งออกสารตั้งต้นรวมถึงเคมีภัณฑ์ไปยังโรงงานผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มทุนจีนเทาดังกล่าวยังแอบนำสารเคมีไปใช้ผลิต “เอโทมิเดต” (วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2) เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ซึ่งเคยถูกจับกุมมาแล้วถึง 4 ครั้ง

ปูพรม 10 จุด 4 จังหวัด ยึดสารเคมีเถื่อนไร้ใบอนุญาต 50 ตัน

เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบบริษัทเป้าหมาย 3 บริษัท ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, สมุทรปราการ และระยอง รวมทั้งสิ้น 10 จุดปฏิบัติการ โดยผลการตรวจค้นโกดังโรงงานในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ พบการกักตุนสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ควบคุม (วัตถุอันตรายชนิดที่ 3) รวม 5 ชนิด น้ำหนักรวมกว่า 50 ตัน โดยไม่มีเอกสารใบอนุญาตครอบครองตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 เจ้าหน้าที่จึงได้ใช้อำนาจตามกฎหมายทำการอายัดของกลางทั้งหมด ประกอบด้วย:

รายการเคมีภัณฑ์ที่ตรวจยึดน้ำหนัก (กิโลกรัม)ประเภทอุตสาหกรรมทั่วไป

ไดออกทิล ทาเลต (Dioctyl Phthalate)26,000อุตสาหกรรมพลาสติก

กรดอะซิติก10,170อุตสาหกรรมย้อมผ้า / ฟอกหนัง

อาเซโตน9,105อุตสาหกรรมพลาสติก

กรดซัลฟิวริก4,500การล้างคราบไขมัน / ชุบผิวโลหะ

กรดไฮโดรคลอริก225อุตสาหกรรมโลหะ / ฟอกขาว / ผลิตปุ๋ย

รวมน้ำหนักของกลางทั้งสิ้น50,000 กก. (50 ตัน)

นัยสำคัญของของกลางลอตนี้: สารเคมีจำนวน 50 ตันนี้ หากหลุดรอดไปยังโรงงานผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน จะมีศักยภาพในการนำไปผลิตยาบ้าได้สูงถึง 1,100 ล้านเม็ด (ซึ่งเทียบเท่ากับสถิติจำนวนยาบ้าที่ทางการไทยตรวจยึดได้ตลอดทั้งปี) หรือสามารถผลิตไอซ์ได้ปริมาณถึง 21 ตัน การสกัดกั้นครั้งนี้จึงถือเป็นการตัดวงจรยาเสพติดตั้งแต่ต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บูรณาการร่วมใจ ทุกภาคส่วนร่วมแถลงผลงาน

สำหรับการแถลงข่าวใหญ่ในครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงจากทุกหน่วยงานภาคีเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึง นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ และผู้แทนจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กอ.รมน. และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์

รัฐบาลไทยยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผล ตรวจสอบเส้นทางความเชื่อมโยง ยึดทรัพย์เครือข่ายผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด และกระชับความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ เพื่อกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติให้หมดสิ้นไปจากภูมิภาคอย่างเด็ดขาด

Ad 1
Ad 2