คมนาคมสั่งลุย! ขบ. คุมเข้มตรวจพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ ต้องปลอดสารเสพติด 100% พบฝ่าฝืนลงโทษหนักทั้งคนขับ-ผู้ประกอบการ
กรุงเทพฯ – กระทรวงคมนาคม ยกระดับมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด สั่งกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ปูพรมตรวจเข้มพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะทั่วประเทศ ต้องปลอดสารเสพติด 100% ลั่นหากตรวจพบเจอลงโทษเด็ดขาด “เพิกถอนใบอนุญาต” ทันที ส่วนผู้ประกอบการที่ปล่อยปละละเลยเจอคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท พร้อมเล็งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปลอดภัยให้แก่ประชาชน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายสั่งการคุมเข้มความพร้อมของพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะและพฤติกรรมการขับขี่อย่างเข้มงวด โดยเน้นย้ำว่าพนักงานขับรถทุกคนต้องไม่มีสารเสพติดในร่างกายอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางของประชาชน
ขบ. จับมือ ป.ป.ส. – สาธารณสุข ปูพรมตรวจเข้ม ขสมก. 12 เขต
นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงแนวทางปฏิบัติว่า ขบ. ได้กำหนดมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั้งด้าน “คน” และ “รถ” โดยกำชับให้ผู้ประกอบการขนส่งทุกรายตรวจสอบสภาพร่างกายของพนักงานและสภาพตัวรถให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมมอบหมายให้ บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (Transport Safety Manager : TSM) ทำหน้าที่วางแผนและกำหนดรอบการตรวจประเมินอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ผู้ตรวจการลงพื้นที่สุ่มตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถโดยสารทั่วประเทศ โดยปักหมุดเริ่มต้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ กระทรวงสาธารณสุข เข้าตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ครอบคลุมทั้ง 12 เขตการเดินรถ
ขั้นตอนหากตรวจพบสารเสพติด:
ส่งตัวเพื่อตรวจพิสูจน์ยืนยันผลทางการแพทย์
ส่งพนักงานสอบสวนในพื้นที่เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
กรมการขนส่งทางบกดำเนินการ “เพิกถอนใบอนุญาตขับรถ” ทันที
คาดโทษหนักผู้ประกอบการ ปล่อยปละละเลยเจอคุก-ปรับ
ในส่วนของผู้ประกอบการขนส่ง ขบ. เน้นย้ำว่าจะไม่มีการละเว้นหากพบการปล่อยปละละเลย โดยมีความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 40 ทวิ ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งยินยอมให้ผู้ที่เสพยาเสพติดหรือเมาสุราปฏิบัติหน้าที่ผู้ประจำรถ ซึ่งมีบทลงโทษ ดังนี้:
โทษจำคุก: ไม่เกิน 2 ปี
โทษปรับ: ไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรการทางปกครอง: อาจพิจารณา พักใช้ หรือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง
ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) สกัดคนขับประวัติเสียคืนระบบ
โฆษกกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ขบ. ได้จัดทำฐานข้อมูลประวัติผู้ประจำรถ โดยบังคับให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องรายงานประวัติพนักงานให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นระบบคัดกรองและติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด
“มาตรการนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือเคยมีพฤติกรรมขับรถประมาทหวาดเสียว กลับเข้ามาทำงานในระบบขนส่งสาธารณะได้อีก ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียจากความประมาทหรือความไม่พร้อมของผู้ให้บริการซ้ำรอยเหตุการณ์สลดอีกต่อไป” นายฐิติพัฒน์ กล่าวสรุป




