วันอังคาร, มิถุนายน 2, 2026
หน้าแรกบันเทิงเจาะลึกปมด่าน "สรรพยา" จับพิรุธใบสั่งระบบล่ม หรือ "กับดัก" ไถเงินคนบันเทิง?

เจาะลึกปมด่าน “สรรพยา” จับพิรุธใบสั่งระบบล่ม หรือ “กับดัก” ไถเงินคนบันเทิง?

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

เจาะลึกปมด่าน “สรรพยา” จับพิรุธใบสั่งระบบล่ม หรือ “กับดัก” ไถเงินคนบันเทิง?

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ทันทีเมื่อ “น้ำเพชร” นางเอกลิเกชื่อดัง ออกมาโพสต์แชร์ประสบการณ์สุดเซ็ง หลังเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจอำเภอสรรพยา เรียกตรวจชนิดที่เจ้าตัวงงตาแตก เพราะมั่นใจว่าทำถูกต้องตามกฎหมายทุกกระเบียดนิ้ว แต่สุดท้ายกลับได้ “ใบสั่งมูลค่า 500 บาท” กลับบ้าน พร้อมคำชี้แจงจากตำรวจสุดคลาสสิกว่า “ในระบบมันไม่ขึ้น ไปแก้ต่างเอาเอง”

เคสนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของดาราดังที่ระบายความอัดอั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของ “ช่องโหว่” ในระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ และมาตรฐานการตั้งด่านที่ประชาชนคนไทยตั้งคำถามมาโดยตลอด

ชำแหละพฤติกรรม “ยัดข้อหา” เมื่อความเร็วไม่ได้ ผลประโยชน์เลยต้องเดินรอบรถ?

หากวิเคราะห์จากลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเคสนี้เข้าข่าย “การพยายามหาความผิดให้ได้” (Fishing Expedition) ซึ่งมีจุดพิรุธที่น่าสนใจ 3 ประเด็นหลัก:

1. สแกนความเร็วพลาดเป้า สู่ปฏิบัติการเดินวนรอบรถ

เริ่มต้นตำรวจเรียกตรวจด้วยเรื่อง “ความเร็ว” แต่เมื่อคุณน้ำเพชรยันยันความบริสุทธิ์และตรวจสอบแล้วว่า “ไม่เกิน 120 กม./ชม.” แทนที่เจ้าหน้าที่เสร็จสิ้นภารกิจและปล่อยรถ กลับเริ่มกระบวนการ “เดินวนรอบรถ” ถูๆ ไถๆ กระจกหน้า หาจุดผิด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ประชาชนมักเจอเมื่อเจ้าหน้าที่ต้องการ “หาเรื่องปรับ” ให้ได้

2. ข้ออ้าง “ระบบไม่ขึ้น” แต่ทำไมปรับได้ทันที?

จุดพีคที่สุดของเรื่องนี้คือ ข้ออ้างที่ว่า “ในระบบขึ้นว่า พ.ร.บ. ขาด” ทั้งที่ป้ายภาษี (ป้ายวงกลม) หน้ารถของคุณน้ำเพชรระบุวันหมดอายุชัดเจนคือ 21 มิถุนายน และเพิ่งต่อ พ.ร.บ. ไปเมื่อ 12 พฤษภาคม

ตามหลักความจริง: การจะต่อภาษีรถยนต์ประจำปีได้ “ต้องซื้อ พ.ร.บ. ก่อนเสมอ” ดังนั้น การที่รถมีป้ายภาษีติดอยู่หน้ารถ ย่อมเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า พ.ร.บ. ยังไม่ขาดอย่างแน่นอน

3. กลยุทธ์ “ขู่ให้กลัว แล้วลดราคาให้”

การที่เจ้าหน้าที่พูดว่า “ปกติ พ.ร.บ. ขาดปรับ 10,000 บาท แต่อันนี้ปรับขั้นต่ำเบื้องต้น 500 บาท” ถือเป็นจิตวิทยาที่เจ้าหน้าที่มักใช้เพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกว่า “ได้ลดหย่อน” หรือ “โชคดีแล้ว” เพื่อตัดรำคาญและยอมสแกนจ่ายเงิน 500 บาทผ่าน QR Code ทันที โดยโยนภาระให้ประชาชนไป “แก้ต่างเอาเอง” ในภายหลัง

ไขข้อข้องใจ 2 คำถามคาใจจาก “น้ำเพชร”

คำถามที่ 1: สรุปต้องเสียค่าปรับไหม? ระบบไม่ขึ้นจริงหรือ? แล้วจะเช็กอย่างไร?

สรุปเคสนี้ “ไม่ต้องเสียค่าปรับ”: เนื่องจากคุณน้ำเพชรมีหลักฐานการต่อ พ.ร.บ. และภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจน ปัญหา “ระบบไม่ขึ้น” (หากไม่ขึ้นจริง) ถือเป็นความบกพร่องของระบบราชการ หรือความล่าช้าในการซิงค์ข้อมูลระหว่างบริษัทประกัน, คปภ. และกรมการขนส่งทางบก ไม่ใช่ความผิดของประชาชน

วิธีเช็กความถูกต้อง: ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะ พ.ร.บ. และการต่อภาษีของตัวเองได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “ขับดี” (Khub Dee) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือแอปพลิเคชัน “DLT Vehicle Tax” ของกรมการขนส่งทางบก หากในแอปฯ ยืนยันว่าต่อแล้ว สามารถใช้ยันกับเจ้าหน้าที่ได้ทันที

แนวทางแก้ไข: ในกรณีที่ได้ใบสั่งมาแล้ว แต่มั่นใจว่าถูกกฎหมาย “ห้ามสแกนจ่ายเด็ดขาด” เพราะการจ่ายเงินเท่ากับการยอมรับความผิด ให้รวบรวมหลักฐาน (ใบเสร็จ พ.ร.บ., ป้ายภาษี) ไปแจ้งยกเลิกใบสั่งที่สถานีตำรวจเจ้าของพื้นที่ หรือยื่นคัดค้านผ่านระบบออนไลน์

คำถามที่ 2: มาตรฐานด่านสรรพยาอยู่ตรงไหน? วันที่ขับเร็วปล่อยผ่าน แต่วันที่ถูกกฎหมายกลับโดน?

นี่คือ “Point” สำคัญที่แทงใจดำคนใช้รถใช้ถนน เส้นทางหลักที่การจราจรไม่ได้ติดขัด แต่กลับมีการตั้งด่านตรวจที่เน้นการ “จับผิดปลีกย่อย” มากกว่าการกวดขันวินัยจราจรเพื่อความปลอดภัย

ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การตั้งด่านตรวจต้องมีความโปร่งใส มีป้ายเตือนชัดเจน มีกล้อง CCTV และที่สำคัญ “ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนหรือทำให้การจราจรติดขัดโดยไม่จำเป็น” การเรียกตรวจสุ่มสี่สุ่มห้าเมื่อไม่พบความผิดหลัก แล้วพยายามเดินหาความผิดอื่น ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดต่อภาพลักษณ์ “ตำรวจยุคใหม่” และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

บทสรุป: “ระบบไม่ขึ้น” ใครต้องรับผิดชอบ?

ในยุคที่รัฐบาลพยายามผลักดันระบบ Digital Government และ E-Ticket แต่กลับเกิดช่องโหว่ให้เจ้าหน้าที่บางรายใช้คำว่า “ระบบไม่ขึ้น” มาเป็นเครื่องมือในการรีดไถหรือออกใบสั่งอย่างไม่เป็นธรรม

หากระบบล่มจริง: กรมการขนส่งทางบก และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องเร่งบูรณาการฐานข้อมูลให้เป็น Real-time มากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็น “กับดัก” ให้ตำรวจใช้เป็นข้ออ้างหน้างาน

หากเป็นพฤติกรรมมิชอบ: ผู้บังคับบัญชาของสถานีตำรวจในพื้นที่ (สภ.สรรพยา) ต้องมีคำตอบให้กับสังคม และต้องตรวจสอบเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวว่า มีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157) หรือไม่

เคสของ “น้ำเพชร” ครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนขับรถทุกคนว่า “ความรู้กฎหมายและหลักฐานหน้ารถคือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุด” และเมื่อมั่นใจว่าไม่ผิด การ “ปฎิเสธการจ่ายเงินหน้าด่าน” และเดินหน้าสู้ด้วยหลักฐาน คือทางออกที่จะช่วยดัดหลังพฤติกรรมตีกินของเจ้าหน้าที่บางกลุ่มให้หมดไปจากสังคมไทย

ที่มา  เพจ facebook เรารักด่านตรวจ

Ad 1
Ad 2