“ราเชน” หนุนรัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ทุกยุครัฐบาลต้องกู้ตามสถานการณ์ พร้อมจี้ทบทวนฟรีวีซ่า หลังพบหนุ่มจีนพกปืนขับรถคว่ำ ซุกคลังแสง-ซีโฟร์-เสื้อคล้ายระเบิดพลีชีพ คาดเตรียมก่อเหตุ
นายราเชน ตระกูลเวียง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคทางเลือกใหม่ ว่า ที่ประชุมได้หารือกำหนดทิศทางการดำเนินงานของพรรคในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเตรียมความพร้อมในการขยายสาขาพรรคเพิ่มอีก 10 สาขาภายในปี 2569 รวมถึงดำเนินการเลือกตั้งซ่อมสาขาพรรคที่ครบวาระ 4 ปี จากปัจจุบันที่พรรคมีสาขาอยู่ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 25 สาขา
นายราเชน กล่าวว่า พรรคทางเลือกใหม่ยังคงเดินหน้าทำงานทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการติดตามปัญหาปากท้องของประชาชน และสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อคนไทยในทุกระดับ
สำหรับประเด็นร้อนทางการเมืองกรณีรัฐบาลเตรียมผลักดันแผนกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเข้าสู่การพิจารณา นายราเชน กล่าวว่า การกู้เงินไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทุกรัฐบาลในอดีตก็เคยดำเนินการมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกู้ผ่านพระราชกำหนด หรือผ่านกลไกทางงบประมาณต่าง ๆ โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจและความจำเป็นของประเทศในแต่ละช่วงเวลา
“วันนี้เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ประเทศไทยได้รับแรงกระแทกโดยตรง ประชาชนจำนวนมากอยู่ในสภาวะฝืดเคือง ชักหน้าไม่ถึงหลัง ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่พอรายจ่าย ดังนั้นการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อใช้ประคับประคองเศรษฐกิจและช่วยเหลือพี่น้องประชาชน” นายราเชน กล่าว
นายราเชน กล่าวว่า เงินกู้ดังกล่าวจะทยอยใช้เป็น 3 งวด งวดละประมาณ 1.5 แสนล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการคนละครึ่ง การกระตุ้นการใช้จ่าย การเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อย และการกระจายเม็ดเงินลงสู่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนระดับกลางและระดับล่างได้รับประโยชน์โดยตรง
“ไม่มีรัฐบาลไหนที่ไม่กู้เงิน สิ่งสำคัญคือกู้มาแล้วนำไปใช้อย่างไร ถ้ากู้มาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยประชาชน ช่วยผู้ประกอบการ และทำให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ ก็ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์เช่นนี้” นายราเชน กล่าว
พร้อมขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงเวลานี้ไปได้
นอกจากนี้ นายราเชน ยังกล่าวถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังเป็นประเด็นความกังวลของสังคม โดยมองว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายฟรีวีซ่าที่เปิดทางให้ชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก ขณะที่ระบบคัดกรองข้อมูลบุคคลและมาตรการด้านความมั่นคงของไทยยังไม่เข้มงวดเพียงพอ
“วันนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาคนจีน แต่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจากหลายประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย เพราะประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศปลอดภัยและเปิดกว้าง การใช้ฟรีวีซ่าทำให้คนจากทั่วโลกสามารถเข้ามาได้ง่าย แต่ระบบคัดกรองของเรายังมีช่องโหว่ ทั้งเรื่องข้อมูลประวัติอาชญากรรม ข้อมูลความมั่นคง หรือการติดตามตัวบุคคล” นายราเชน กล่าว
นายราเชน ยกกรณีล่าสุดที่สร้างความตกใจให้กับสังคม หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพักของชายชาวจีนรายหนึ่ง ภายหลังประสบอุบัติเหตุขับรถพลิกคว่ำ และตรวจพบว่ามีการพกพาอาวุธปืนติดตัว เมื่อขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพัก กลับพบคลังอาวุธขนาดย่อม ทั้งอาวุธปืนจำนวนมาก กระสุน วัตถุระเบิดชนิดซีโฟร์ อุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิด รวมถึงเสื้อเกราะที่ถูกดัดแปลงติดตั้งอุปกรณ์ลักษณะคล้าย “ระเบิดพลีชีพ”
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบข้อมูลการสนทนาผ่านระบบ AI หรือ GPT ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสอบถามแนวทางก่อเหตุวินาศกรรม วิธีการใช้อาวุธ และข้อมูลเชิงยุทธวิธีบางส่วน จนเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสงสัยว่า อาจมีการเตรียมการก่อเหตุบางอย่างในประเทศไทย
“เรื่องนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรง เพราะไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไป แต่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และแนวคิดการก่อเหตุรุนแรง รัฐบาลต้องเร่งตรวจสอบและยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงอย่างจริงจัง” นายราเชน กล่าว
พร้อมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า และอาจต้องระงับชั่วคราวในบางประเทศ จนกว่าจะมีระบบตรวจสอบและคัดกรองบุคคลต่างชาติที่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอ
“หากยังปล่อยให้มีการเข้าประเทศแบบเสรีโดยไม่มีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด ก็จะยิ่งเปิดช่องให้อาชญากรข้ามชาติ กลุ่มทุนสีเทา หรือเครือข่ายผิดกฎหมายเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการ” นายราเชน กล่าว
นอกจากนี้ นายราเชน ยังกล่าวถึงกรณีปัญหาอาวุธปืนและการพบข้าราชการบางส่วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าอาวุธ โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาอาชญากรรมรุนแรงขึ้น และรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งจัดการอย่างเด็ดขาด
นายราเชน กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีนโยบายเข้มงวดเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนมาโดยตลอด ทั้งในเรื่องการตรวจสอบใบอนุญาตครอบครองปืน การควบคุมการพกพาอาวุธปืน การตรวจสอบร้านค้าอาวุธ และการปราบปรามอาวุธผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธถูกนำไปใช้ก่อเหตุรุนแรงหรือสร้างภัยต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม นายราเชน มองว่า รัฐบาลยังจำเป็นต้องยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงเพิ่มเติม โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการลักลอบค้าอาวุธสงคราม การติดตามเครือข่ายข้ามชาติ การตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงการสกัดกั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อาจแฝงตัวเข้ามาในประเทศไทยผ่านช่องทางต่าง ๆ
“วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาความมั่นคงไปพร้อมกัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชน” นายราเชน กล่าว






