“รักไม่สมหวังกลางปราสาทหิน! ตำนาน ‘ศีขรภูมิ-ระแงง’ สู่ของดีสุรินทร์ กาละแมหอม ผ้าไหมงาม”
สุรินทร์ ท่ามกลางกลิ่นอายอารยธรรมโบราณ ณ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัด สุรินทร์ โบราณสถานสำคัญอย่าง ปราสาทศีขรภูมิ ยังคงยืนหยัดเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองในอดีต สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 ตามแบบศิลปะขอมอันวิจิตร
ขณะเดียวกัน “เรื่องเล่า” ที่ถ่ายทอดกันในท้องถิ่น กลับเติมชีวิตให้ก้อนหินเหล่านี้ ด้วยตำนานรักอันสะเทือนใจที่ยังคงถูกกล่าวถึงไม่เสื่อมคลาย
ตำนานรักนักรบหนุ่มกับธิดาเมืองระแงง
ย้อนกลับไปในอดีตกาล ณ ชุมชน “โคกคฤห์” มีนักรบหนุ่มผู้เป็นผู้นำ รูปงามและเปี่ยมความสามารถ แต่ยังไร้คู่ครอง
ในช่วงเวลาเดียวกัน เมือง “ระแงง” ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก มีธิดาผู้นำชุมชนผู้เลอโฉม งดงามเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว จนข่าวคราวไปถึงนักรบหนุ่มแห่งโคกคฤห์
ด้วยแรงรัก ชายหนุ่มจึงระดมไพร่พล พร้อมช้างม้า เข้าช่วยก่อสร้างปราสาทหิน ณ เมืองระแงง หวังพิสูจน์หัวใจและได้ใกล้ชิดหญิงในดวงใจ
แต่เมื่อปราสาทแล้วเสร็จ ความจริงกลับตรงกันข้าม ธิดาผู้งามมิได้มีใจตอบรับ
ความผิดหวังทำให้นักรบหนุ่มต้องกลับสู่โคกคฤห์ พร้อมหัวใจที่บอบช้ำ และปล่อยให้การก่อสร้างปราสาทของตนเองค้างคา กลายเป็นซากโบราณสถานมาจนถึงทุกวันนี้
ตำนานรัก…สู่เสน่ห์เมืองสุรินทร์วันนี้
ปัจจุบัน “เมืองระแงง” ในอดีต ได้กลายเป็น อำเภอศีขรภูมิ หนึ่งในอำเภอสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ ที่ไม่เพียงมีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ หากยังมีของดีขึ้นชื่ออย่าง “กาละแมศีขรภูมิ” รสชาติหวานมัน หอมละมุน เป็นเอกลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวต่างแวะลิ้มลองและซื้อเป็นของฝาก
ขณะที่ “โคกคฤห์” ดินแดนของนักรบหนุ่มในตำนาน ก็ยังคงมีชื่อเสียงด้าน “ผ้าไหมสุรินทร์” งานหัตถศิลป์อันประณีต ลวดลายงดงาม เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
จากรักร้าว…สู่เรื่องเล่าที่ไม่เลือน
แม้ตำนาน “ศีขรภูมิ-ระแงง” จะไร้หลักฐานยืนยันทางประวัติศาสตร์ แต่กลับมีพลังมากพอจะเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน
จากแรงรักที่ไม่สมหวัง…สู่การสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่
จากความผิดหวัง…สู่มรดกทางวัฒนธรรมและของดีประจำถิ่น
วันนี้ ปราสาทหินยังคงตั้งตระหง่าน
กาละแมยังคงหอมหวาน
และผ้าไหมยังคงถักทอเรื่องราว
ราวกับจะย้ำเตือนว่า…แม้ความรักจะจบลง
แต่ “ตำนาน” จะไม่มีวันเลือนหาย
“ตำนานรักโคกคฤห์-ระแงง”
โอ้โคกคฤห์ครวญคร่ำย้ำความหลัง
ปราสาทยังค้างคา ณ ฟ้ากว้าง
ครั้งเคยหมายร่วมแรงด้วยใจวาง
นางเคียงข้างจักสร้างรักนิรันดร์
ครั้นวันนั้นนางเอ่ยเคยสัญญา
จะหวนมาช่วยก่อไม่เหหัน
ร่วมเรียงหินถิ่นรักถักสัมพันธ์
แม้ชีวันแปรผันไม่ผันใจ
แต่แล้วเล่าคำมั่นพลันเลือนหาย
นางกลับกลายแปรรักไปทางไหน
ปล่อยชายหนุ่มตรอมตรมข่มฤทัย
ทนช้ำในเดียวดายใต้เงาจันทร์
ฐานศิลาเรียงรอท้อสะท้าน
ดั่งวิญญาณเฝ้าฝันอันโศกศัลย์
ปราสาทโคกคฤห์ยังครึ่งค้างนั้น
คือเครื่องหมายรักมั่นอันรอคอย
เคยอธิษฐานร่วม ณ เทวสถาน
สองวิญญาณแนบแน่นมิเลื่อนลอย
จะรักกันทุกชาติไม่คลาดคลอย
แม้นานนับร้อยร้อยพันปีกาล
นางจักย้อนคืนมาสานความฝัน
ช่วยเติมวันให้เต็มดังคำขาน
สร้างปราสาทโคกคฤห์ให้ตระการ
เคียงคู่กันนิรันดร์มิผันแปร
แม้กาลเวลาพลิกผ่านนานเท่าใด
ร้อยวันหรือพันปีฤดีแท้
ยังมั่นคงตรงรักมิผันแปร
รอเพียงแค่นางกลับมาสร้าง “โคกคฤห์”
เตมูจิน สุรินทร์



