“วิกฤตน้ำมันแพงลามค่าครองชีพพุ่ง! สงครามสหรัฐ–อิหร่านจ่อบานปลาย ‘ธนกฤต’ ชี้รัฐต้องเร่งอุ้มประชาชนก่อนเศรษฐกิจทรุดทั้งระบบ”
สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งทะยานอย่างรุนแรงจากความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน กำลังส่งแรงกระเพื่อมเป็นลูกโซ่สู่เศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ราคาพลังงาน ค่าขนส่ง ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ต่างทยอยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนประชาชนจำนวนมากเริ่มเผชิญภาวะ “รายได้เท่าเดิม แต่รายจ่ายพุ่งไม่หยุด”
ท่ามกลางความกังวลว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจนำไปสู่ “วิกฤตค่าครองชีพครั้งใหญ่” ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์พิเศษ ธนกฤต เจียรวัฒนากร ประธานองค์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และแนวทางรับมืออย่างรอบด้าน
ถาม: สถานการณ์น้ำมันแพงจากสงครามครั้งนี้ กระทบเศรษฐกิจไทยมากแค่ไหน?
ธนกฤต:
ผลกระทบถือว่ารุนแรงในเชิง “โครงสร้าง” มากกว่าที่หลายคนคิด เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับขึ้น ต้นทุนแทบทุกภาคส่วนจะเพิ่มขึ้นทันที
สิ่งที่น่ากังวลคือ “ผลกระทบลูกโซ่”
ค่าขนส่งแพง → ราคาสินค้าขึ้น
ค่าไฟฟ้าสูง → ต้นทุนธุรกิจเพิ่ม
เงินเฟ้อเร่งตัว → กำลังซื้อประชาชนลดลง
สุดท้ายจะกลายเป็น “วงจรเศรษฐกิจชะลอตัว” ที่กระทบทั้งระบบ
ถาม: ประชาชนกำลังเดือดร้อนหนัก มองว่าจุดวิกฤตอยู่ตรงไหน?
ธนกฤต:
ตอนนี้เราอยู่ในช่วง “ต้นของวิกฤต” แต่ความเสี่ยงคือมันอาจลุกลามไปสู่
หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น
ผู้มีรายได้น้อยเข้าสู่ภาวะขาดสภาพคล่อง
ธุรกิจขนาดเล็กทยอยปิดตัว
ถ้าปล่อยให้ราคาพลังงานสูงต่อเนื่องโดยไม่มีมาตรการรองรับ จะเกิด “วิกฤตค่าครองชีพซ้อนวิกฤตเศรษฐกิจ”
ถาม: หากสงครามบานปลาย ประชาชนจะอยู่กันอย่างไร?
ธนกฤต:
ต้องพูดตรงๆ ว่า “อยู่ยากขึ้นแน่นอน” โดยเฉพาะกลุ่ม
แรงงานรายวัน
เกษตรกร
ผู้ประกอบการรายย่อย
แนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นคือ
คนลดการใช้จ่ายอย่างรุนแรง
หันไปกู้เงินนอกระบบมากขึ้น
เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น
หากไม่มีการแทรกแซงจากรัฐอย่างจริงจัง อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมตามมา เช่น อาชญากรรม หรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือน
ถาม: รัฐบาลควรแก้ปัญหาอย่างไรในระยะเร่งด่วน?
ธนกฤต:
มี 3 มาตรการหลักที่ต้องทำทันที
1. อุ้มราคาพลังงานแบบ “ตรงจุด”
ไม่ใช่ตรึงทั้งระบบ แต่ควรช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ผู้ประกอบการขนส่งขนาดเล็ก
2. ลดภาษีชั่วคราว
เช่น ภาษีน้ำมัน หรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อชะลอแรงกดดันราคา
3. อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ
ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อรักษากำลังซื้อของประชาชน
ถาม: แล้วในระยะยาว ประเทศไทยควรปรับตัวอย่างไร?
ธนกฤต:
วิกฤตครั้งนี้สะท้อนชัดว่า “เราเสี่ยงเกินไปกับพลังงานนำเข้า”
แนวทางระยะยาวคือ
ลงทุนพลังงานทางเลือก (โซลาร์, ชีวมวล)
กระจายแหล่งพลังงาน
ส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ
รวมถึงต้อง “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” ให้พึ่งพาปัจจัยภายนอกน้อยลง
ถาม: มองสถานการณ์โลกตอนนี้อย่างไร มีโอกาสดีขึ้นหรือไม่?
ธนกฤต:
ความเสี่ยงยังสูงมาก เพราะความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจไม่ใช่เรื่องระยะสั้น หากสถานการณ์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ยกระดับเป็นการเผชิญหน้าทางทหารเต็มรูปแบบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นอีกหลายระลอก
สิ่งที่ต้องเตรียมคือ “รับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด” ไม่ใช่หวังให้มันจบเร็ว
ถาม: ฝากอะไรถึงประชาชนในช่วงวิกฤตนี้?
ธนกฤต:
ประชาชนต้อง “ตั้งรับอย่างมีสติ”
ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
วางแผนการเงินระยะสั้น
หลีกเลี่ยงหนี้ที่ไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องทำหน้าที่ “กันชน” ไม่ให้ประชาชนรับภาระเพียงลำพัง
บทสรุปวิเคราะห์
วิกฤตราคาน้ำมันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่เพียงปัญหาพลังงาน แต่คือ “ตัวเร่งวิกฤตเศรษฐกิจ” ที่อาจเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่
“น้ำมันจะแพงแค่ไหน”
แต่คือ “รัฐจะช่วยให้ประชาชนอยู่รอดได้อย่างไร ในวันที่ค่าครองชีพพุ่งเกินกำลัง?”
นส.ผ่องศรี ชาญตระกูลทวี เรื่อง / แตมูจิน ภาพ.















