“ต่างชาติจ่ายวันละ 8 บาท แต่คนไทยถูกรีด VAT เพิ่ม รัฐบาลกำลังปกป้องใคร?”
คนไทยต้องแบกภาษีเพิ่ม ขณะที่ต่างชาติทำงานในแผ่นดินไทย เสียเพียงเศษเหรียญต่อวัน
ในห้วงเวลาที่ประชาชนทั่ว ประเทศไทย กำลังเผชิญค่าครองชีพพุ่งสูง ข้าวของแพง รายได้ไม่เพิ่ม แต่รัฐกลับมีแนวคิดปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซ้ำเติมภาระให้ประชาชนอย่างถ้วนหน้า เสียงคำถามจึงดังก้องไปทั่วสังคมว่า เหตุใดรัฐจึงเลือก “รีดภาษีคนไทย” มากขึ้น แทนที่จะทบทวนโครงสร้างภาษีของแรงงานต่างชาติที่เข้ามาหาประโยชน์ในประเทศนี้
ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจคือ ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้เชี่ยวชาญ หรือแรงงานในภาคส่วนต่าง ๆ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานเพียงปีละประมาณ 3,000 บาท หรือเฉลี่ยเพียงวันละประมาณ 8 บาทเท่านั้น ตัวเลขนี้แทบไม่ต่างอะไรจากราคาเศษเหรียญ แต่กลับเป็น “ค่าผ่านทาง” ให้สามารถเข้ามาประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และใช้ทรัพยากรในประเทศได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
คำถามคือ นี่คือความเป็นธรรมแล้วหรือไม่?
ในขณะที่แรงงานต่างชาติบางส่วนมีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนไทย แต่กลับมีภาระค่าธรรมเนียมในระดับต่ำอย่างยิ่ง ขณะที่คนไทยซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ กลับต้องเผชิญการขึ้นภาษีการบริโภค ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกมื้ออาหาร ทุกการใช้จ่าย และทุกลมหายใจของชีวิตประจำวัน
นโยบายเช่นนี้สะท้อนอะไร สะท้อนว่ารัฐกำลังเลือกทางที่ง่ายที่สุด ด้วยการเก็บจากคนของตัวเอง
แทนที่ กระทรวงการคลัง และ รัฐบาลไทย จะทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมและภาษีของผู้ที่เข้ามาทำงานจากต่างประเทศให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ กลับเลือกเพิ่มภาระให้กับประชาชนผู้เสียภาษีเดิม ซึ่งกำลังเผชิญความยากลำบากอยู่แล้ว
ผลกระทบของการขึ้น VAT ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขในใบเสร็จ แต่มันหมายถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่ลดลง และความเครียดทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น เมื่อประชาชนจำนวนมากเริ่มอยู่ไม่พอ กินไม่พอ ย่อมนำไปสู่ปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้สิน ความเหลื่อมล้ำ หรือแม้แต่อาชญากรรม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า รัฐต้องการรายได้เพิ่มเท่าไร
แต่คือ รัฐเลือกจะเก็บจากใคร
จะเก็บจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ
หรือจะเก็บจากผู้ที่เข้ามาใช้โอกาสในประเทศนี้
เพราะในท้ายที่สุด ภาษีไม่ใช่แค่เรื่องเงิน
แต่มันคือเครื่องชี้วัดว่า รัฐยืนอยู่ข้างใคร ระหว่าง “ประชาชนของตนเอง” หรือ “รายได้ของรัฐ”








