วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 26, 2026
หน้าแรกประชาสัมพันธ์ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการ และ ผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณสัตว์ฯ

ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการ และ ผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณสัตว์ฯ

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการ และ ผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณสัตว์ฯ

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กระแสข่าวที่เกี่ยวเนื่องกับสัตว์ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีหลายข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจ ติดตามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557
วันนี้ผู้สื่อข่าวมาชวนคุยกับ ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการ และผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) เริ่มต้นด้วย กรณี สุนัขไชเบียน “น้องมอลลี่” ที่โดนราดน้ำมันแล้วเผาทั้งเป็น ส่วนตัวรู้สึกเศร้าสลดใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก เพราะการใช้น้ำมันราดแล้วจุดไฟเผาให้ตายทั้งเป็น เป็นวิธีการที่ทารุณโหดร้ายมาก
แม้แต่คนถึงจะกระทำผิดเลวร้ายแค่ไหน โทษสูงสุดของกฎหมายคือการประหารชีวิต วิธีการประหารชีวิต ก็ไม่ใช้วิธีที่ทารุณโหดร้าย
แน่นอนคนกับสัตว์อาจเทียบกันไม่ได้ เพราะคนเป็นผู้มีจิตใจสูงส่งและประเสริฐกว่าสัตว์ แยกแยะดีชั่วได้ ก็ควรมีวิธีการทางเลือกที่ดีกว่านี้ เช่น ถ้า สุนัขไปกัดไก่ หรือทำร้ายทรัพย์สิน ก็ควรมีวิธีการปัดป้อง ป้องกัน ตามสัดส่วน หรือหาวิธีการป้องกันตามมาตรการจากน้อยไปหาหนัก ก่อนเลือกวิธีการเผาสดทั้งเป็นแบบนี้ ซึ่งเป็นการสร้างความทุกข์ทรมานอย่างมากจนกว่าจะเสียชีวิต
ดังนั้นการใช้ไฟเผาสุนัขทั้งเป็นนี้ ส่วนตัวจึงมองว่าเป็นวิธีการกระทำที่เกินกว่าสมควร และเป็นการทารุณโหดร้ายกับสัตว์เกินสัดส่วนความจำเป็นที่จะป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน
ซึ่งในกรณี สัตว์ไปสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับผู้อื่น เจ้าของสัตว์ ก็ย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญาซึ่ง ก็มีกฎหมายอื่นรับรองคุ้มครองอยู่แล้ว
กรณีช้างป่า “สีดอหูพับ” ส่วนตัวมองว่า กระแสชุมนุม เรียกร้องก็ย่อมเป็นสิทธิในการแสดงออกและสามารถเป็นกระบอกเสียงที่เรียกร้องแทนสัตว์ได้ เป็นการสะท้อนปัญหาการบริหารจัดการเกี่ยวกับสัตว์ได้บางมิติ แต่การชุมนุมเรียกร้องแต่ละครั้ง ต้องดูเนื้อหาสาระสำคัญ ขอบเขตของข้อเรียกร้อง และกรอบตามกฎหมายด้วย การแก้ปัญหาความขัดแย้งคนกับช้างป่า มีมิติหลายส่วนทับซ้อนกัน โดยเฉพาะในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ความปลอดภัย สิทธิที่ดินและชุมชน และอื่นๆ นานัปการ ที่จะต้องพิจารณาร่วมด้วย
สำหรับประเด็นการเรียกร้องและกล่าวโทษไปยัง พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ว่าทำไมไม่ครอบคลุม บังคับไม่ได้กับกรณี การตายของสีดอ หูพับ ก็เพราะว่าสัตว์ป่า ช้างป่า ยังไม่เข้าข่ายความผิดพระตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 อีกทั้งช้างป่าเป็นสัตว์ป่า ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง รวมทั้งไม่ใช่สัตว์ที่อาศัยตามธรรมชาติที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ทั้งนี้ สัตว์ป่าและช้างป่าก็มีกฎหมายสัตว์ป่าที่รับรองและคุ้มครองอยู่แล้ว การกระทำผิดต่อสัตว์ป่าย่อมมีโทษสูงมากกว่าอีกด้วย
ที่สำคัญ การตายของช้างป่า สีดอหูพับ ขณะนี้ยังไม่มีการพิสูจน์ สรุปผลข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับการตายของช้าง ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่ จากคณะกรรมการพิสูจน์ความผิดที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งส่วนตัวก็ได้แสดงเจตจำนงเรียกร้องร่วมกับองค์กรเครือข่าย ในแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไว้แล้วและจะติดตามผลสรุปการพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อน
แน่นอนถ้าความตายของ สีดอหูพับ เกิดขึ้นเพราะความบกพร่องหรือความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงาน ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายมากที่สุด
สำหรับข้อเรียกร้องขอให้มีการแก้ไข พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 นั้น ซึ่งถ้าตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เมื่อกฎหมายมีการประกาศใช้ ครบ 10 ปี ก็ต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมายรวมถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการบังคับใช้กฎหมาย
ส่วนตัวมองว่าการแก้ไขกฎหมายย่อมทำได้ แต่ต้องพิจารณาถึงสภาพบริบท ปัจจัยทางสังคมแวดล้อม และเนื้อหาสาระประเด็นที่จะขอแก้ไข รวมทั้งควรจัดลำดับความสำคัญ ความเหมาะสม โอกาสของประเทศชาติบ้านเมือง ว่าขณะนี้ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ปากท้องประชาชน ภัยคุกคามจากเพื่อนบ้าน อะไรน่าจะมีส่วนความสำคัญเร่งด่วนมากกว่า การแก้กฎหมายในขณะนี้
ซึ่งปัจจุบันกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ ส่วนสำคัญที่สุดก็ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติ และวิธีการบังคับใช้กฎหมาย ในการอำนวยความยุติธรรมทั้งต่อคนและสัตว์น่าจะเป็นเจตนารมณ์ และคุณธรรมของกฎหมายฉบับนี้ที่แท้จริง แต่อาจมีบางครั้งก็มีบุคคลพยายามตีความและใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ในการสร้างกระแสเพื่อผลประโยชน์บางประการก็มีมาแล้วในอดีต
ดังนั้น กฎหมายที่ดีต้องเอื้ออำนวยความยุติธรรม ทั้งต่อคนและสัตว์ในสัดส่วนที่สมดุลกัน และต้องสร้างความเมตตาธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม พร้อมกับสำนึกความรับผิดชอบของคนเลี้ยงสัตว์ ที่จะเลี้ยงสัตว์ของตนให้ดี มีสวัสดิภาพที่เหมาะสม และไม่ไปละเมิดและสร้างความเสียหายเดือดร้อนให้กับผู้อื่นด้วย สังคมจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข และเป็นผลดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย ต่อไป

Ad 1
Ad 2