วันศุกร์, มีนาคม 13, 2026
หน้าแรกภูมิภาคไปเที่ยวชม ! “หอไตรหนองขุหลุ” ปูชนียสถานแหล่งโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย  

ไปเที่ยวชม ! “หอไตรหนองขุหลุ” ปูชนียสถานแหล่งโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย  

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

ไปเที่ยวชม ! “หอไตรหนองขุหลุ” ปูชนียสถานแหล่งโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย                                        “หอไตรหนองขุหลุ” ตั้งอยู่ที่ หนองขุหลุ ภายในสวนสาธารณะหนองขุหลุ บ้านขุหลุ ตำบลขุหลุ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (อยู่ในเขตเทศบาลตำบลตระการพืชผล) ห่างจากที่ว่าการอำเภอตระการพืชผลอละตลาดสดอำเภอตระการพืชผล ประมาณ 500 เมตร และ ห่างจากสำนักงานเทศบาลตำบลตระการพืชผล ประมาณ 400 เมตร  เป็นอาคารหอไม้งานสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่นอีสาน

“หอไตรหนองขุหลุ” สร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 2459 – พ.ศ. 2461 วัตถุประสงค์ในการสร้างเพื่อเก็บคัมภีร์ใบลานและตำราทางพุทธศาสนาของวัดศรีโพธิ์ชัย (ตั้งอยู่ในตัวอำเภอด้านหน้าที่ว่าการอำเภอตระการพืชผล) ซึ่งมีเป็นจำนวนมากและจำเป็นต้องหาที่เก็บให้ปลอดภัยจากแมลงและสัตว์ตัวเล็กที่อาจมาทำให้เกิดความเสียหายได้ หลวงปู่สิงห์ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย และหลวงราษฎร์บริหาร ( สด กมุทมาศ ) นายอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานีในขณะนั้น จึงปรึกษาและเห็นพ้องกันว่าควรสร้างหอไตรกลางน้ำขึ้น ณ หนองขุหลุ ที่อยู่ห่างจากวัดศรีโพธิ์ชัย ประมาณ 500 เมตรเนื่องจากเป็นทำเลที่เหมาะสม จากนั้น จึงได้สร้างหอไตรดังกล่าวขึ้น ในหนองขุหลุ บ้านขุหลุ ตำบลขุหลุ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นหนองน้ำที่อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้านในสมัยนั้น ปัจจุบันหมู่บ้านได้พัฒนาเป็นตัวอำเภอตระการพืชผล

คำว่า “ขุหลุ” เป็นคำภาษาไทยถิ่นอีสาน คำว่า “ขุ” เพี้ยนเสียงมาจาคำว่า “ครุ” ซึ่งแปลว่ากระบุงที่เอาไว้ใส่ของมีไม้คานหาบ ส่วน “หลุ” แปลว่าทะลุ ซึ่งมีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ในอดีตมีเจ้าขุนเมืองท่านหนึ่งเดินทางผ่านมาจากถิ่นอื่น โดยนำเอาทองใส่ครุหาบมาด้วย เมื่อมาถึง ณ บริเวณที่เป็นหนองขุหลุขณะนี้ ครุที่ใส่ทองเอาไว้เกิดทะลุเป็นรู ทองก็หล่นลง แล้วทำให้ดินแถวนั้นยุบลงกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือ หนองขุหลุ ในปัจจุบัน นั่นเอง

อีกตำนานหนึ่ง มีการเล่าขานสืบต่อกันมาว่า  “หนองขุหลุ”  เป็นหนองน้ำในตำนานพื้นบ้านอีสาน  คำว่า “ขุหลุ” “ขุ”มาจากคำว่า “คุ” ในภาษาอีสาน หมายถึง ถังสำหรับตักน้ำหรือใส่ของ ส่วน “หลุ” แปลว่า ทะลุ และ ขุหลุนั้นมีความเกี่ยวข้องกับตำนานเรื่องเล่าและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเรื่อง คันธนาม เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า คันธนามและแม่ได้หาบทองคำมาจากขุมคำ (ห่างจากหนองขุหลุไปทางทิศเหนือประมาณ 35 กม.)  จนมาถึงหนองน้ำแห่งหนึ่งเป็นหนองใหญ่ มีน้ำใสสะอาด ทั้งสองจึงได้พักผ่อนเอาแรง คันธนามได้บอกแม่ให้ไปตักน้ำหนองนั้นมาดื่ม นางได้เททองคำออก แล้วนำคุไปตักน้ำ คุได้หลุดออกจากไม้คาน นางจึงได้เอาไม้คานลงควานหาคุ หัวไม้คานไปโดนก้นคุหลุ (ทะลุ) ภายหลังจึงเรียกหนองน้ำนั้นว่า หนองคุหลู และเพี้ยนมาเป็น หนองขุหลุ

ตัวอาคาร หอไตรกลางน้ำหนองขุหลุ  เป็นสถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่นอีสานที่มีความงามเรียบง่าย โดยฝีมือช่างท้องถิ่น ประกอบด้วยอาคารไม้ยกพื้นสูง รองรับด้วยเสาไม้ 25 ต้น ทำจากไม้พรรณชาติ เรียงเป็นแถว 5 แถว แถวละ 5 ต้น ดัวอาคารเป็นเรือนไม้แบบเครื่องสับ หลังคามี สองส่วน คือส่วนบนเป็นทรงจั่ว ส่วนชั้นล่างทำเป็นหลังคาปีกนก (พะไร) ปัจจุบันมุงกระเบื้องดินเผา ส่วนประดับหลังคาคือตัวเหงาไม้แกะสลักรูปนาค ช่อฟ้า (โหง่) รวยระกา และคันทวย แกะสลักเป็นลายก้านขด คล้ายเลข ๑ ไทยซ้อนกันและหันหัวแย้งกันสามชั้น โดยรอบอาคารตีไม้เข้าลิ้นในแนวตั้ง ทรวดทรงอาคารแผ่กว้าง หลังคาสูงทิ้งชายคาลาดต่ำ ให้ความรู้สึกสงบนิ่งและสมดุล ภาย ในเป็นห้องทึบสำหรับเก็บคัมภีร์ใบลาน มีประตูทางเข้าทางด้านทิศใต้ทางเดียว ส่วนที่ใช้ประดับตกแต่ง ที่เป็นช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และคันทวย ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลาย แสดงถึงฝีมือช่างพื้นถิ่นในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี  ทั้งนี้ ในปี 2547 หอไตรกลางน้ำหนองขุหลุ ยังได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น จากกรมศิลปากร อีกด้วย

เดิมที  หอไครกลางน้ำหนองขุหลุ จะไม่มีสะพานเชื่อมติดต่อ เมื่อก่อนพระต้องพายเรือเข้าไปเพื่อนำคัมภีร์ใบลานและตำราทางพุทธศาสนาของวัดศรีโพธิ์ชัยเข้าไปเก็บยังหอไตร จนกระทั่งปี พ.ศ.2517 ฟ้าผ่าเสาแถวแรกด้านทิศตะวันตกสุด ทางวัดศรีโพธิ์ชัยจึงได้จัดงบประมาณเพื่อมาเปลี่ยนเสาในปีนั้นเลย ต่อมาในปี พ.ศ.2519 ได้สร้างสะพานไม้เข้าชมหอไตร และปี พ.ศ.2524 ฟ้าได้ผ่าเสาแถวแรกด้านทิศตะวันออกสุดในเวลากลางคืนอีกจนเกิดไฟลุกไหม้ แต่ฝนตกหนักจึงทำให้ไฟดับลง วันต่อมาทางวัดก็เปลี่ยนเสาต้นที่ถูกฟ้าผ่าเสียหายนั้นออกจนแล้วเสร็จ ต่อมาสะพานไม้ที่เชื่อมหอไตรได้ชำรุดทรุดโทรม ทางราชการและชาวบ้านจึงได้สร้างสะพานใหม่ในปี พ.ศ. 2544 จนสามารถเดินเข้าชมหอไตรกลางน้ำได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นกว่าเดิม

สำหรับตัวอาคารหอไตร ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์สืบต่อกันมา ครั้งล่าสุด คือ ในปี พ.ศ.2542 บูรณะและดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 8 อุบลราชธานี กรมศิลปากร สำหรับคัมภีร์โบราณและหีบพระธรรมได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่อุโบสถวัดศรีโพธิ์ชัย บ้านขุหลุ ตำบลขุหลุ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอตระการพืชผล)

นอกจากนี้ความสำคัญของหอไตรหนองขุหลุ นอกจากจะเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแล้ว ยังนับเป็นปูชนียสถานที่เรียกว่า “ธรรมเจดีย์” การอนุรักษ์หอไตรหนองขุหลุ จึงเป็นยิ่งกว่าการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรม แต่เป็นการสืบทอดพระศาสนาให้ดำรงอยู่เป็นสรณะของชาวพุทธที่ยั่งยืนสืบไปอีก ประการหนึ่งด้วย

/////////////////////////////////////  กิตติภณ / ข่าว.

Ad 1
Ad 2