วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 13, 2026
หน้าแรกประชาสัมพันธ์เลขาธิการ TSPCA เฝ้าติดตามความคืบหน้ากรณี "สีดอหูพับ" ล้ม

เลขาธิการ TSPCA เฝ้าติดตามความคืบหน้ากรณี “สีดอหูพับ” ล้ม

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

เลขาธิการ TSPCA เฝ้าติดตามความคืบหน้ากรณี “สีดอหูพับ” ล้ม
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีกลุ่มคนรักช้าง รวมตัวบุกกรมอุทยานฯ เพื่อเรียกร้องทวงความยุติธรรมให้ช้างป่า “สีดอหูพับ” จี้ให้อธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ลาออก เพื่อรับผิดชอบปมช้างป่าล้มขณะเคลื่อนย้าย หลังกรมอุทยานฯ แถลงเสียใจกรณี “สีดอหูพับ” ล้ม ระหว่างเคลื่อนย้าย โดยระบุเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นจริง แม้ทีมสัตวแพทย์และสัตวบาลผู้เชี่ยวชาญได้วางแผนอย่างรอบคอบและดูแลอย่างใกล้ชิดแล้วก็ตาม ซึ่งมีการใช้ยาซึมซ้ำเนื่องจากช้างยังคงเคลื่อนไหวนั้น
ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถาม ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) เกี่ยวกับประเด็น ดังกล่าว โดยได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า เรื่องดังกล่าวได้ตอบคำถามบางส่วนไปที่ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์แล้วก่อนหน้านี้ : https://www.dailynews.co.th/news/5571893/ แต่ถ้าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ เหตุสุดวิสัยและอุบัติเหตุ ตามที่กรมอุทยานฯ อ้างนั้นและประเด็นการทารุณกรรมช้างป่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 นั้น
ส่วนตัวมองว่า กรณีที่มีการอ้างเรื่องเหตุสุดวิสัยและอุบัติเหตุ ก็ต้องไปดูข้อเท็จจริงว่า เหตุสุดวิสัย ต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 8 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า คำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น”
เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10285/2557 ตัดสินว่า เหตุที่จะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น ต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลผู้นั้น และต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้แม้บุคคลผู้ประสบเหตุนั้นจะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว
ดังนั้น กรณีการจับช้างป่า “สีดอหูพับ” ครั้งนี้ ต้องพิจารณาถึงเจตนาและการกระทำ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ร่วมปฏิบัติการและผู้ร่วมเกี่ยวข้องว่า ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรหรือยังและต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้แม้บุคคลผู้ประสบเหตุนั้นจะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว
สำหรับการอ้างว่า กรณีช้างป่า “สีดอหูพับ” ล้มเพราะ “อุบัติเหตุ” นั้น ต้องพิจารณาว่า การล้มของช้างป่าเชือกนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดหวังและไม่ตั้งใจในเวลาและสถานที่แห่ง การจับและเคลื่อนย้าย นั้นและการล้มเกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า แต่มีสาเหตุและส่งผลกระทบที่สามารถชี้วัดได้หรือไม่
ส่วนประเด็นการทารุณกรรมช้างป่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 นั้น เนื่องจากช้างตัวดังกล่าวยังอยู่ในสถานะเป็นช้างป่า ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ครอบคลุมเฉพาะสัตว์เลี้ยงและสัตว์ที่อาศัยตามธรรมชาติ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดซึ่งขณะนี้ประกาศกำหนดเพียง 5 ชนิด ซึ่งไม่รวมช้างป่า
แต่ถ้ามีการพิสูจนสาเหตุการที่ช้างป่า “สีดอหูพับ” ตายเพราะความทุกข์ทรมานที่ต้องสำลักอาหาร เนื่องจากฤทธิ์ยา หรือการขนส่งการและการจับช้างที่ผิดวิธี และเป็นการกระทำอาจทำให้ช้างป่า ได้รับความทุกข์ทรมานและเป็นเหตุแห่งความตายในครั้งนี้ ก็อาจจะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 381 ประมวลกฎหมายอาญา โดยกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ “กระทำการทารุณต่อสัตว์ หรือฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็น” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดินและเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายคุ้มครองสัตว์.
ส่วนถ้ามีการพิสูจน์ ได้ว่าการเสียชีวิตของช้างป่า “สีดอหูพับ” เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่ หรือไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพสัตวแพทย์ สังคมอาจตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบตาม พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539. ก็ย่อมเป็นไปได้
ดังนั้นการกระทำต่อช้างป่า “สีดอหูพับ” จึงต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเจตนา รวมถึงความจำเป็นในการการจับและเคลื่อนย้ายช้าง ที่ผู้ปฎิบัติต้องคำนึงและได้ใช้ความระมัดระวัง ความเชี่ยวชาญ ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ว่าได้ใช้เพียงพอหรือยัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเฝ้ารอติดตาม ผลการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ต่อไป

Ad 1
Ad 2