โค้งสุดท้ายไฟลุก! นายภปกชนก ทับเที่ยง ผู้นำพรรคไทยพิทักษ์ธรรม ผนึกกำลังขุนพลยุทธศาสตร์ เปิดหน้าชี้ชะตาประเทศ ย้ำเลือกตั้งภายใต้กฎอัยการศึกและอิทธิพลสื่อรัฐ คือกับดักที่อาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจระดับล่มสลาย ฉะยับการเมืองเก่า “ยุบสภาหนีอภิปราย” คือรอยด่างพร้อยที่ประชาชนต้องพิพากษาในคูหา
เหลือเวลาอีกเพียง 2 วันเท่านั้นก่อนที่ประชาชนคนไทยจะก้าวเข้าสู่คูหาเลือกตั้งท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดที่สุดในประวัติศาสตร์ ล่าสุด นายภปกชนก ทับเที่ยง หัวหน้าพรรคไทยพิทักษ์ธรรม พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค และฝ่ายยุทธศาสตร์ ได้ออกมาส่งสัญญาณอันตรายถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยแสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะ “รัฐล้มเหลว” (Failed State)
3 สัญญาณอันตราย: การเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสและวิกฤตความมั่นคง
นายภปกชนก ระบุว่า พรรคไทยพิทักษ์ธรรมไม่อาจนิ่งเฉยต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้น โดยสรุปประเด็นวิกฤตออกเป็น 3 ด้านหลัก:
ความวุ่นวายใต้เงากระบอกปืน: ปัจจุบันประเทศเผชิญข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านจนขยายวงสู่ความขัดแย้งทางอาวุธ มีการประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” ในหลายพื้นที่ ซึ่งกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการหาเสียงและการไปใช้สิทธิของประชาชนอย่างรุนแรง ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ขาดความโปร่งใสและเปิดช่องให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียงที่ยากจะควบคุม
สนามแข่งขันที่เอียงกระเท่โม่: รัฐบาลรักษาการถูกวิจารณ์ว่าใช้สื่อมวลชนของรัฐเป็นเครื่องมือ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้คุณให้โทษทางการเมือง ทำลายคู่แข่ง และสร้างความสับสนให้ประชาชน จนทำให้การตัดสินใจในคูหาอาจถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริง
วิกฤตศรัทธาสู่รัฐล้มเหลว: หากการเลือกตั้งขาดความเชื่อถือ ผลที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่จะลุกลามไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจและความมั่นคง จนนานาชาติขาดความเชื่อมั่น ส่งผลให้ประเทศไทยเข้าลักษณะรัฐที่ล้มเหลวในที่สุด
”เรากำลังเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด ถ้าเราปล่อยให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกฉ้อฉล ชาติไทยจะถอยหลังไปสู่จุดที่เยียวยาไม่ได้” นายภปกชนก กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
”พัฒนชัย” ซัดหมัดตรง! การเมืองสีเทาต้องจบที่รุ่นเรา
ทางด้าน นายพัฒนชัย รัตนบุรี รองหัวหน้าพรรคฝ่ายการเมือง ได้ออกมาตอกย้ำให้ประชาชนจดจำพฤติกรรมของนักการเมืองแบบเก่าที่สร้างรอยด่างไว้กับระบอบประชาธิปไตย โดยชี้ให้เห็นว่าการยุบสภาครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่เป็นเพียงการ “หนีตรวจสอบ” จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
”ประชาชนต้องไม่หลงลืมว่า เขาหนีสภาเพื่อรักษาอำนาจ นี่คือตัวอย่างของการเมืองแบบเก่าที่ทำให้ประเทศจมปลัก ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนไปสู่การเมืองใหม่ที่มีพื้นฐานแห่งธรรม ให้โอกาสประเทศหลุดจากกับดักนี้เสียที” นายพัฒนชัย ระบุ
เสียงเพรียกจาก “ไทยพิทักษ์ธรรม”: หยุดรัฐบาลสีเทา
ในช่วงท้ายของการแถลง พรรคไทยพิทักษ์ธรรมได้วิงวอนขอความอนุเคราะห์จากพี่น้องประชาชน ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาและร่วมกัน “เปลี่ยน” การเมืองเก่าออกไป เพื่อไม่ให้รัฐสภา รัฐบาล และข้าราชการ กลายเป็นสีเทาที่กัดกินชาติ
”ไทยเราต้องไม่ค้าสงคราม และเอเชียต้องเป็นหนึ่งเดียว” คือปณิธานสุดท้ายที่พรรคย้ำเตือน พร้อมกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่จะให้โอกาสพรรคไทยพิทักษ์ธรรมเข้าไปสร้างการเมืองที่สะอาดและยั่งยืน
วิเคราะห์ทิ้งท้าย: อีก 2 วันที่เหลือจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า พลังเงียบของประชาชนจะเลือกเดินตามเกมการเมืองเก่า หรือจะให้โอกาส “พรรคไทยพิทักษ์ธรรม” เข้ามาหยุดยั้งวิกฤตรัฐล้มเหลวในครั้งนี้!

คุณกฤชพร นาคำมิน เลขาธิการพรรคไทยพิทักษ์ธรรม ผู้สร้างพรรคนี้ขึ้นมาวันนี้ผมได้มีโอกาศมาบ้านเกิดของท่านเลขาฯเขาทิ้งเงินเดือนหลายแสนจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกยามที่ชาติมีปัญหาศาสนาถูกยำยีเธอและเพื่อนๆนักปฎิบัติธรรมเทเงินในกระเป๋ารวมกันเป็นทุนตั้งพรรคการเมืองนี้ขึ้นมามีชีวิตบนท้องถนนขึ้นๆไปๆมาทั่วประเทศเพื่อหาสมาชิกวันนี้เธอมาบอก บุพการีที่บ้านของเธอบ้านหนองแซงอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรฯอีกทั้งญาติพี่น้องที่นี่เธอไม่มีโอกาศใช้สื่อสาธารณะพรรคพวกเธอถูกกีดกันได้มีโอกาสบอกเพื่อนชาวไทยได้รู้จักพรรคได้รู้จักพรรคนโยบายที่ดีวันนี้ผมมาเห็นกับตาเขาขับรถมา 600กว่ากิโลเมตรมาหาพระพ่อมารดาบุพการีของเธอตามเสียงที่พูดออกมาจากใจของเธอเลือกเบอร์ 53 พรรคไทยพิทักษ์ธรรมบัญชีรายชื่อผมขอใช้หน้า fbของผมฝากเรื่องราวเล็กๆนี้ไว้ให้ทุกท่านได้ทราบไม่ว่าจะมีใครเลือกได้ยินหรือไม่แต่ในความรู้สึกของผมแล้วปฏิทานเธอยิ่งใหญ่ที่ผมอยากให้ทุกคนรู้จักเธอส่งกำลังใจให้เธอชาติเราจะได้เปลี่ยนไปในหนทางที่ดีเมื่อพลังแห่งศิลธรรมขยับ.. ผลิตสื่อโดยพรรคไทยพิทักษ์ธรรม39/6ม10ต.ไทรใหญ่ ไทรน้อยจ.นนทบุรี 11150




