วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 6, 2026
หน้าแรกวงการสีกากีACSC เปิดโปงโครงสร้าง "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" แยกสายหลอก-สายฟอกเงินชัดเจน ยกระดับฟอกเงินผ่านนิติบุคคล-คริปโตฯ เลี่ยงจับกุม

ACSC เปิดโปงโครงสร้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” แยกสายหลอก-สายฟอกเงินชัดเจน ยกระดับฟอกเงินผ่านนิติบุคคล-คริปโตฯ เลี่ยงจับกุม

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

ACSC เปิดโปงโครงสร้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” แยกสายหลอก-สายฟอกเงินชัดเจน ยกระดับฟอกเงินผ่านนิติบุคคล-คริปโตฯ เลี่ยงจับกุม

กรุงเทพฯ – ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จัดประชุมสัมมนาใหญ่รวมกูรูด้านกฎหมายและการเงิน เปิดโปงยุทธวิธีล่าสุดขององค์กรอาชญากรรมไซเบอร์ พบแบ่งโครงสร้างการทำงานแบบมืออาชีพ แยก “ฝ่ายหลอก” และ “ฝ่ายฟอก” ออกจากกันอย่างเด็ดขาด พร้อมเผยวิวัฒนาการฟอกเงินรูปแบบใหม่ ใช้บัญชีม้านิติบุคคลและสินทรัพย์ดิจิทัลตัดตอนเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 19-20 มกราคม 2569 ณ อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. นำทีมศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ประชุมหารือร่วมกับ สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.), สำนักงาน ปปง. และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อวางมาตรการสกัดกั้นขบวนการฟอกเงินและแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เจาะลึกโครงสร้าง 2 ขั้วอาชญากรรม: แยกกันเดิน-รวมกันหลอก

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปัจจุบันไม่ได้ทำงานเป็นกลุ่มก้อนเดียว แต่มีการแยกสายงานออกเป็น 2 กลุ่มหลัก เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกกวาดล้างยกแผง ดังนี้:

กลุ่มที่ 1: ฝั่งหลอกลวง (The Scammers)

เน้นใช้จิตวิทยาหว่านล้อมให้เหยื่อโอนเงิน มีฐานปฏิบัติการหลักในประเทศกัมพูชา บริหารงานรูปแบบบริษัทโดยบอสชาวจีน แบ่งงานเป็น 4 ระดับ:

ระดับสั่งการ: วางแผนภาพรวม

ทีมสนับสนุน: หาข้อมูลเหยื่อ (Data) และอุปกรณ์ (Simbox/คอมพิวเตอร์)

ทีมสร้างตัวตน: สร้างโปรไฟล์/เว็บปลอม แอบอ้างหน่วยงานราชการ

ทีมหลอกลวง: พนักงานหน้าด่านที่ผ่านการฝึกสคริปต์เพื่อโทรหรือแชทหลอกเหยื่อ

กลุ่มที่ 2: ฝั่งการเงินและฟอกเงิน (The Laundries)

หน้าที่หลักคือการนำเงินออกจากระบบให้เร็วที่สุด ปัจจุบันรับส่วนแบ่ง 10–20% ของยอดเงินที่หลอกได้ โดยต้องวางเงินมัดจำสูงถึง 3–5 ล้านบาท เพื่อป้องกันการโกงกันเอง แบ่งเป็น 4 ระดับ:

ผู้ควบคุมฝั่งการเงิน: คอยกำกับดูแลเส้นทางเงิน

ฝ่ายจัดหาบัญชีม้า: รวบรวมบัญชีม้าทั้งแบบ “ขายขาด” และ “แบบเฉพาะกิจ”

บัญชีม้า: ผู้เปิดบัญชีเพื่อใช้รับโอนเงิน

คนกดเงิน/รวบรวมเงิน: ตระเวนถอนเงินสดหรือรวบรวมเงินส่งต่อเครือข่าย

เผยวิวัฒนาการ “การฟอกเงิน” หนีการตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่พบว่าขบวนการเหล่านี้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการฟอกเงินตลอดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงการอายัดบัญชี ดังนี้:

บัญชีม้านิติบุคคล: จดทะเบียนบริษัทปลอมเพื่อเปิดบัญชี สร้างความน่าเชื่อถือ และสามารถ โอนเงินจำนวนมากได้โดยไม่ต้องสแกนใบหน้า

สินทรัพย์ดิจิทัล: เปลี่ยนเงินเป็นคริปโทเคอร์เรนซีผ่านระบบ P2P หรือกระเป๋านิรนาม

สแกนหน้าข้ามแดน: นำเจ้าของบัญชีม้าข้ามพรมแดนไปสแกนใบหน้าในประเทศเพื่อนบ้าน

อีคอมเมิร์ซฟอกเงิน: ซื้อสินค้าปลอมบนแพลตฟอร์มดัง (Shopee/Lazada) แล้วกดคืนเงิน (Refund) เข้าบัญชีม้า หรือฟอกผ่านโบรกเกอร์หุ้นและทองคำ

การถอนเงิน: ในไทยพบการถอนเงินสดผ่านเคาน์เตอร์และตู้ ATM จำนวนมาก ส่วนต่างประเทศจะใช้วิธีโอนผ่านระบบ Swift หรือถอนเงินสดทันที

“การแยกส่วนการทำงานระหว่างสายหลอกและสายฟอกเงิน ทำให้การสืบสวนไปถึงตัวการใหญ่ทำได้ยากขึ้น เพราะหากส่วนใดส่วนหนึ่งถูกจับ ขบวนการจะจัดหาคนใหม่มาแทนที่ทันที” — ตัวแทนจาก ACSC ระบุ

ผนึกกำลังสกัดเส้นทางเงิน

เวทีสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการข้อมูลระหว่างตำรวจ อัยการ ปปง. และธปท. เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมายและวางแนวทางอายัดเงินให้ทันท่วงที พร้อมเน้นย้ำประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนระวังบัญชีชื่อนิติบุคคลที่อาจถูกนำมาใช้หลอกลวงในปัจจุบัน

Ad 1
Ad 2