วันพุธ, มีนาคม 25, 2026
หน้าแรกวงการสีกากีเจาะลึก "เงินค่าปรับจราจร" เงินไหลไปไหน? ทำไมต้องมีด่านตรวจ และใครได้ประโยชน์ที่แท้จริง

เจาะลึก “เงินค่าปรับจราจร” เงินไหลไปไหน? ทำไมต้องมีด่านตรวจ และใครได้ประโยชน์ที่แท้จริง

กดที่นี่เพื่ออ่านข่าว

เจาะลึก “เงินค่าปรับจราจร” เงินไหลไปไหน? ทำไมต้องมีด่านตรวจ และใครได้ประโยชน์ที่แท้จริง

กลายเป็นประเด็นดราม่าในสังคมไทยทุกครั้งที่มีการตั้งด่านตรวจ กับคำถามที่ว่า “ตำรวจหากินกับค่าปรับหรือไม่?” หรือ “ทำไมค่าปรับถึงไม่เข้าคลังทั้งหมด?” ข้อมูลจากเพจ ตำรวจ สามัญประจำบ้าน ได้เผยแพร่ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและเหตุผลที่รัฐต้องใช้ “ตำรวจ” เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบสังคม ซึ่งอาจทำให้หลายคนต้องเปลี่ยนความคิด

1. เปิดเส้นทางเงินค่าปรับ: ใครคือผู้รับส่วนแบ่ง?

เงินที่ประชาชนจ่ายค่าปรับจราจรไม่ได้เข้ากระเป๋าตำรวจทั้งหมดอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ถูกจัดสรรตามกฎหมายดังนี้:

50% ส่งให้ท้องถิ่น (อปท.): เงินครึ่งหนึ่งจะกลับคืนสู่ กรุงเทพมหานคร เทศบาล หรือ อบต. ในพื้นที่ที่เกิดเหตุ เพื่อนำไปซ่อมแซมถนน ปรับปรุงไฟจราจร และโครงสร้างพื้นฐานในชุมชนนั้นๆ

ส่วนที่สองจัดสรรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ: * กองทุนสืบสวนสอบสวน: ใช้สนับสนุนการทำคดีอาญา ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม

ค่าตอบแทนเจ้าพนักงาน (เงินรางวัล): เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยจำกัดเพดานไม่เกิน 10,000 บาท ต่อเดือนต่อคน

ค่าบริหารจัดการระบบ: เช่น ค่าไปรษณีย์ส่งใบสั่งถึงบ้าน และค่าบำรุงรักษากล้องตรวจจับความเร็ว (PTM)

รายได้แผ่นดิน: เงินส่วนที่เหลือหลังจากจัดสรรตามระเบียบ จะถูกส่งเข้าคลังเพื่อใช้พัฒนาประเทศในภาพรวม

ข้อสังเกต: หน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร หรือ ป.ป.ส. ก็มีระบบเงินรางวัลค่าปรับเช่นกัน เพื่อจูงใจให้เจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุก ไม่ใช่เพียงแค่นั่งรับเงินเดือนไปวันๆ

2. ตัวเลขที่น่าตกใจ: รัฐมอง “ความปลอดภัย” มากกว่า “เศษเงินค่าปรับ”

หลายคนบ่นว่าค่าปรับจราจรคือการรีดไถ แต่หากมองตัวเลขสถิติปี 2567 จะพบความจริงที่ย้อนแย้ง:

ใบสั่ง 10 ล้านใบ: มีผู้ชำระเพียง 2.9 ล้านใบ (ไม่ถึง 30%) รัฐได้เงินค่าปรับเพียงปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท

ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ: ปี 2565 มีผู้บาดเจ็บกว่า 1 ล้านราย รัฐต้องเสียค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 7,827 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สวมหมวกนิรภัยที่มีสัดส่วนสูงถึง 84%

หัวใจสำคัญคือ: หากตำรวจไม่กวดขันวินัยจราจร รัฐจะสูญเสียรายได้จากภาษีรถปีละ 30,000 ล้านบาท และเงินกองทุน พรบ. อีก 22,000 ล้านบาท เพราะคนจะขาดความเกรงกลัวและไม่ไปต่อทะเบียน/พรบ. ซึ่งเงินส่วนนี้เองที่ถูกนำมาใช้สร้างถนนและรักษาผู้ประสบอุบัติเหตุ

3. “ตำรวจ” เครื่องมือราคาประหยัดของรัฐ

ทำไมต้องใช้ตำรวจตั้งด่าน? คำตอบคือ “ประสิทธิภาพและความคุ้มค่า”

ไม่ต้องลงทุนใหม่: ตำรวจมีอำนาจจับกุมตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ต้องฝึกหน่วยงานใหม่ ไม่ต้องแก้กฎหมายซับซ้อน

ทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวม: คดีลักทรัพย์ ข่มขืน หรือจับตามหมายจับ ไม่มีเงินรางวัล แต่ตำรวจก็ยังคงทำหน้าที่ตามปกติ

อำนาจที่กฎหมายคุ้มครอง: การจะแก้กฎหมายเพื่อสั่ง “ห้ามตั้งด่าน” นั้นทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

บทสรุป: “คนชั่วเกลียดตำรวจ เป็นเรื่องธรรมดา”

บทความทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า เงินค่าปรับไม่ใช่เงินของคุณตั้งแต่วินาทีที่คุณทำผิดกฎหมาย การที่ตำรวจทำหน้าที่อย่างเข้มงวดจนทำให้คนบางกลุ่มรู้สึก “โกรธหรือเกลียด” อาจเป็นเครื่องสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่กำลังทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้วในการรักษากฎกติกา

เพราะเป้าหมายสูงสุดของรัฐไม่ใช่ “เงินค่าปรับ 2,000 ล้าน” แต่คือ “การจัดเก็บภาษีให้ได้ 100%” และ “การลดงบประมาณรักษาพยาบาลคนเจ็บ” เพื่อนำเงินเหล่านั้นไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านอื่นแทน

ข้อมูลอ้างอิงและเรียบเรียงจาก: ตำรวจ สามัญประจำบ้าน

Ad 1
Ad 2