“ชิ้นส่วนอดีตใต้ผืนดินสุรินทร์” เปิดหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ 1500 – 2500 ปี วัดโคกบัวราย
ชี้ทางพัฒนากำแพงเมืองเก่าสู่ทุนวัฒนธรรม
สุรินทร์ การค้นพบเศษกระเบื้องดิน เผา ลายเชือกทาบ แวดินเผา กำแพงเมืองโบราณ ภายในพื้นที่ วัดโคกบัวราย กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยต่อภาพอดีตของชุมชนโบราณในภาคอีสานตอนล่าง โดยนักวิชาการระบุว่าหลักฐานดังกล่าวมีอายุย้อนไปถึงสมัยยุดก่อนประวัติศาสตร์ 1500 – 2500 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองด้านศาสนาและการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ในอดีต
การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นประเด็นทางโบราณคดี หากยังจุดประกายแนวคิด “การฟื้นฟูกำแพงเมืองเก่า” ให้กลับมาเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในยุคปัจจุบัน ภายใต้แนวคิดการอนุรักษ์ควบคู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นชี้ว่า โครงสร้างอิฐที่พบมีลักษณะสอดคล้องกับแนวกำแพงหรือคูเมืองในชุมชนโบราณ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของ “เมืองโบราณสุรินทร์” ในยุคต้น การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจึงไม่ควรถูกมองเพียงมิติของการก่อสร้างใหม่ แต่ควรยึดโยงกับรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่
แนวคิดการพัฒนากำแพงเมืองเก่าจึงถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง โดยเน้นการอนุรักษ์ซากโบราณสถานเดิม ควบคู่กับการปรับภูมิทัศน์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การจัดทำเส้นทางศึกษาประวัติศาสตร์ การสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจำลองภาพเมืองในอดีต
ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองเสนอว่า หากมีการออกแบบอย่างเหมาะสม กำแพงเมืองเก่าสามารถกลายเป็น “พื้นที่สาธารณะทางวัฒนธรรม” ที่เชื่อมโยงผู้คนในชุมชนเข้ากับรากเหง้าของตนเอง อีกทั้งยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่ยังคงเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพื่อป้องกันไม่ให้การพัฒนากลายเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดีที่ทรงคุณค่า
กรณีวัดโคกบัวรายจึงไม่ใช่เพียงการค้นพบเศษซากในอดีต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญว่า “เราจะใช้มรดกทางประวัติศาสตร์เพื่อพัฒนาอนาคตอย่างไร” และคำตอบนั้น อาจอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนาอย่างแท้จริง
ธนกฤต เจียรวัฒนากร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสุรินทร์ สมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทย












